Free Will โดย Sam Harris

ตอนที่ 5 อาชญากรรม และ การลงโทษ

Crime & Punishment

โอเค คราวนึ้เรากลับมาคุยกันในประเด็นเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมกันดีกว่านะครับ หลายคนกังวลว่า หากปราศจากเจตจำนงค์อิสระ ซึ่งเป็นเหมือนเหตุที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ ก็ดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่เหลือให้กับ คำว่าผิดชอบ ชั่วดี ได้เลย และอันทึ่จริงแล้ว ศาลสูงสุดสหรัฐฯอเมริกา ได้กว่าวว่า Free Will หรือ เจตจำนงค์อิสระ นี้แหละคือ “รากฐานของระบบกฏหมายของเราแบบครอบจักรวาลที่เราใช้กันมาอย่างยาวนาน”

และศาลยังได้กล่าวว่า แนวคิดแบบ การกำหนกกดเกญฑ์หรือ Determinism นั้น “ไม่สอดคล้องกันกับ กติกาในระบบผดุงความยุติธรรมของเรา” ดังนั้นแนวคิด เจตจำนงค์อิสระจึงดูเหมือนจะมีผลกระทบกับโลกเราเป็นอย่างมาก และยังมีผลทางจิตวิทยาของเราอีกด้วย

ลองจินตนาการตัวคุณกำลังงีบหลับยามบ่าย อยู่ในสวนสาธารณะที่ไหนซักแห่ง และทันใดนั้นเสียงดังแปลกๆก็ปลุกคุณให้ตื่น เมื่อคุณลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่ามีหมีกริซลีย์ตัวมหึมากำลังมุ่งหน้ามายังคุณ จากสนามหญ้าอีกฝั่งนึง และคงง่ายพอที่จะเข้าใจว่าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหา

และถ้าเราเปลี่ยนตัวละคร จากหมีกริซลีย์ มาเป็น ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กำลังถือขวานอยู่ในมือของเขา และกำลังวิ่งมาที่คุณ ปัญหาก็จะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าผู้ที่ทำร้ายคุณจะเป็นหมีหรือคน ก็หาได้มีปรากฏการณ์ของเจตจำนงค์อิสระอยู่ในสมองของตนทั้งสิ้น

จินตนาการต่อไปว่า คุณรอดชีวิตมาจากเหตุการณ์นั้นได้ แต่คุณได้รับบาดเจ็บสาหัส มือขาด ดังนั้นไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นหมี คุณก็ได้รับอันตรายทางกายไม่ต่างกัน

แต่ประสบการณ์ของคุณหลังจากนั้น มีความเป็นไปได้สูงมาก ในมุมมองของผม ว่ามันขึ้นอยู่กับ สปีชีส์ของผู้ที่ทำร้ายคุณ ผมหมายความว่า ลองจินตนาการดูว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรหากคุณได้เห็นชายผู้เกือบพรากชีวิตของคุณ ยืนอยู่บนแท่นคำให้การในศาล หากคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่คุณอาจจะรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกของความเกลียดชัง ที่รุนแรงมากจนทำให้เกิดความทรมานทางจิตใจอย่างยาวนาน คุณอาจใช้เวลานานนับปี จินตนาการถึงความตายของชายผู้นี้

ในทางกลับกัน ถ้าสิ่งทีทำร้ายคุณนั้นคือหมี คุณจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเกลียดชังหมีกริซลีย์ตัวนั้น? คุณจะอยากเห็นมันกลับไปอยู่ในสวนสัตว์อย่างปลอดภัยหรือไม่? คุณอาจจะพาเพื่อนและครอบครัวไปดูเจ้าสัตว์ตัวนี้ในวันหยุดได้เสียด้วยซ้ำ แล้วคุณอยากจะมีสภาวะจิตใจแบบไหนล่ะ?

เจ้าหมีกริซลีย์มันก็แค่เป็นสัตว์ที่ทำหน้าที่ของมัน แล้วคุณจะให้หมีกริซลีย์ทำอะไรได้อีกล่ะเมื่อมันเจอมนุษย์นอนหลับอยู่ในสวนสาธารณะ? แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีมนุษย์เนี่ย ไม่เหมือนกันใช่ไม๊ เพราะมนุษย์มีเจตจำนงค์อิสระ ดังนั้น เค้าน่าจะทำและควรจะได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควร ใช่หรือไม่?

ความแตกต่างระหว่างมุมมองสองมุมนี้ เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันในสองเหตุการณ์ คนจำนวนมากคิดว่าเราต้องเชื่อในเจตจำนงค์อิสระ เพราะมันคือรากฐานของศีลธรรมและการได้มาในสิ่งที่ต้องการในชีวิต แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเจตจำนงค์อิสระก็ตาม ยังไงก็มีความแตกต่างระหว่างความทุกข์ทรมานกับความสุขอยู่ดี

และความแตกต่างระหว่างทุกข์กับสุขนี้ก็สำคัญเหมือนเดิมไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเจตจำนงค์อิสระก็ตาม

ไม่ว่าจะโดนหมีกริซลีย์กินเป็นอาหาร หรือโดนฆาตกรรมด้วยขวานโดยชายคนนึง สิ่งเหล่านี้ก็ควรหลีกเลี่ยงไม่ต่างกัน และเราเลือกที่จะหลีกเลี่ยงได้ และเราสามารถโน้มน้าวผู้คนให้ประพฤติตนให้ดีและอยู่ในทำนองคลองธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เขาพวกเขาสามารถจะทำได้ เรายังสามารถรักษาระดับของศีลธรรมที่แข็งแกร่งและระบบผดุงความยุติธรรมและปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพฤติกรรมมนุษย์แต่อย่างใด

แล้วมันคืออะไรกันแน่ ที่เราเกลียดชังและถือเป็นสิ่งผิดในตัวมนุษย์ เวลาที่ผู้คนทำผิดทั้งทางด้านศีลธรรมและผิดกฏหมาย? คำตอบก็คือ ผู้คนเกลียด ความตั้งใจอย่างมีสติในการประสงค์ร้ายต่อตน

แล้วทำไม ความตั้งใจอย่างมีสติในการประสงค์ร้ายต่อผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่น่าตำหนิล่ะ?

ก็เพราะว่า สติและการรับรู้ คือบริบท ที่เป็น

คุณสมบัติต่างๆของสมองตอนที่มันทำงานตามปกติ

สติและการรับรู้

คือพื้นที่แห่งการสร้างความเชื่อ

คือพื้นที่แห่งความปรารถนา เป้าหมาย และอคติต่างๆ นั้นมารวมตัวกัน

พฤติกรรมของเราที่แสดงออกมาอย่างมีสติและไตร่ตรองแล้ว บ่งบอกเกี่ยวกับเราค่อนข้างมาก

บ่งบอกได้ว่าเราต้องการอะไร

และบ่งบอกได้ว่า เราทำยังไง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นที่เราปราถนา และบ่งบอกมากที่สุดถึงสิ่งที่เรามีความน่าจะเป็นที่จะทำต่อไปในอนาคต

หากคุณตัดสินใจจะฆ่าเพื่อนบ้านของคุณ หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ลองค้นคว้าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและถกเถียงกันในหมู่เพื่อนฝูงของคุณ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็ การฆ่าเพื่อนบ้าน มันก็สะท้อนให้เห็นถึงคนที่คุณเป็นจริงๆ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณเป็นต้นกำเนิดของการกระทำที่เกิดขึ้นโดยตัวคุณแต่เพียงผู้เดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ไม่ได้สร้างตัวคุณขึ้นมาได้เอง แต่ประเด็นก็คือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ คุณก็เป็นเจ้าของจิตใตและมันสมองของฆาตกร

จริงอยู่ที่คุณนั้นไม่ได้เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของสภาวะทางจิตใจของคุณ ในแบบเดียวกันกับที่หมีกริซลีย์ก็ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของตัวมันเอง คือมันก็ไม่ได้ผลิตตัวมันเองขึ้นมาได้ แต่สัตว์ป่าที่อันตราย ยังไงก็ยังเป็นสัตว์ที่อันตรายอยู่ดี และมันจะกินคุณเป็นอาหาร ถ้าคุณเห็นมันอยู่หน้าบ้านคุณ คุณก็เกิดความกังวลใจทันที โดยไม่ต้องมีเจตจำนงค์อิสระเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาชญากรบางคน มีความร้ายกาจยิ่งกว่าหมีกริซลีย์เสียอีก และเราต้องการจะกักขังพวกเขาไว้ในคุก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนเหล่านั้นทำอันตรายกับเรา ดังนั้น การใช้เหตุและผลทางด้านศีลธรรมของเราในการลงโทษใดๆในลักษณะนี้จึงเรียบง่าย และตรงไปตรงมา

ชีวิตของทุกคนจะดีขึ้น เมื่อมองในแบบนี้

ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากโต้แย้งด้วย ว่า การล้างแค้นก็เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล

ผมหมายถึงแนวคิดของการลงโทษบุคคลผู้นั้น เนื่องจากจาก เขาผู้นั้น สมควรแก่การโดนลงโทษ นั้นดูจะไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่

เพราะถ้าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากสัตว์ป่าอย่างหมีกริซลีย์ เราก็คงไม่แสวงหาการชำระหนี้แค้น ในแบบที่เราเคียดแค้นมนุษย์ จริงไม๊?

แต่จะว่าไปแล้วล้ว นั่นก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตลอด

ดังเช่นที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เอ็กโซดัส อันได้กล่าวว่า หาก มีวัวตัวใดทำร้ายผู้ชายหรือผู้หญิง วัวตัวนั้นจะต้องถูกทุบด้วยหินจนเสียชีวิต และห้ามนำเนื้อมากิน

และในช่วงยุคกลางของยุโรป ราวศตวรรษที่ 5 เหล่าชาวคริสเตียน ก็ได้เคยทำการขึ้นศาลกับเหล่าสรรพสัตว์ที่ทำร้ายหรือฆ่าคน หรือทำลายไร่นา

สัตว์เหล่านี้ มีแม้กระทั่งทนายส่วนตัว จริงๆแล้ว เคยมีการบันทึกไว้ด้วยว่า มีทนายคนนึงในสมัยนั้น ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มครอบครัวหนูจำนวนมากมายหลายตัว เขากล่าวว่า ลูกความของเขา ไม่สามารถมาปรากฏตัวที่ศาลได้ เนื่องจากมีแมวจำนวนมากอยู่ในเมือง ที่จ้องทำร้ายตนและครอบครัว

เป็นเวลานานหลายร้อยปี ที่สัตว์นานาชนิดถูกประหารในที่สาธารณะ สำหรับ อาชญากรรมที่พวกมันได้ก่อขึ้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1916 นี่เอง เมื่อช้างในคณะละครสัตว์ ที่ชื่อแมรี่ ได้ฆ่าควาญช้างผู้ดูแลพลเมืองชาวเทนเนสซีจึงตัดสินใจแขวนคอช้างเชือกนี้ด้วยหัวรถไฟ ผู้คนนับพันเดินทางมาเพื่อดู การฆ่าช้างเชือกนี้ด้วยการแขวนคอของมันขึ้นบนปั้นจั่นบนหัวรถไฟ และเมื่อตัดสินจากปฏิกิริยาของผู้คนในภาพถ่ายต่างๆ ดูเหมือนว่าผู้คนต่างพึงพอใจที่ได้รับความยุติธรรมแล้ว

แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่ดูพิลึกแปลกประหลาดสำหรับมนุษย์เราในยุคปัจจุบันนี้ แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามนุษย์เรา ง่ายต่อการสับสนเกี่ยวกับประเด็นนี้เพียงใด

แต่นี่ไม่ใช่การล้มล้างการลงโทษ หรือมองว่าการลงโทษเป็นสิ่งไม่จำเป็นแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้วในบางกรณีการลงโทษคือสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุดในการส่งอิทธิพลต่อมนุษย์ด้วยกันทั้งหมด

ความแตกต่างอย่างเดียวระหว่างคนส่วนใหญ่ กับ หมีกริซลีย์ ก็คือ คนเรานั้นสามารถถูกเกลี้ยกล่อมได้ หากรู้ว่าตนจะโดนลงโทษ ดังนั้น การลงโทษบางอย่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การลงโทษลักษณะนี้ มีความแตกต่างทางศีลธรรม ไปจากความคิดของการล้างแค้นหรือการชำระหนี้เลือด

การล้มเลิกแนวคิดของเจตจำนงค์อิสระ จึงเอื้ออำนวยให้เราโฟกัสใส่ใจไปยังสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ อย่างเช่น การปกป้องผู้ที่บริสุทธิ์ ปราบปรามอาชญากรรม การประเมินความเสี่ยง หรือยุติความทุกข์ทรมาน

ผมมิได้โต้แย้งว่า ทุกคนไม่ผิดด้วยเหตุผลของความวิกลจริต

และผมมิได้โต้แย้งว่า ไม่มีระดับของความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่แตกต่าง

และผมมิได้โต้แย้งว่า ไม่มี ความแตกต่างระหว่าง ฆ่าคนโดยเจตนา กับ การฆาตรกรรมแบบไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว

หรือ ความแตกต่าง ของความรับผิดชอบทางศีลธรรมของผู้ใหญ่ กับความรับผิดชอบของเด็ก

การแยกแยะเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญ

แต่นั่นก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีเจตจำนงค์อิสระแต่อย่างใด

แต่การแยกแยะเหล่านี้ เกิดขึ้นได้จากลักษณะทั้งหมดของสมองและจิตใจของบุคลผู้นั้น และนี่คือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะประพฤติตนอย่างไรในอนาคต และการไม่แยกแยะสิ่งนี้ให้แจ่มแจ้งนั้น มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คน

ในสหรัฐอเมริกา มีเด็กอายุเพียง 13 ปี หลายคน โดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ไม่ใช่จากการที่เราได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กๆเหล่านี้ไม่สามารถบำบัดเยียวยาได้ แต่เป็นเพราะว่าผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุนบางคน เห็นว่า เด็กๆเหล่านี้ สมควรแก่การลงโทษ เป็นการชดใช้ความเลวร้ายของตน เนื่องจากตนเป็นต้นกำเนิดอย่างจริงแท้ของการกระทำอันชั่วร้ายนั้น

และดูเหมือนว่ายังมีปรัชญาทางศีลธรรมอีกหลายด้านที่จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงในบริบทนี้ ผมคิดว่า เรามีความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ดังที่เราจะนำมาให้เห็น กันในตอนถัดไปนะครับ