เสียงสวดมนต์ พระคาถาจักรพรรดิ การสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิ จะสวดกี่จบก็ได้ตามที่สะดวก, ให้สวดด้วยอารมณ์สบายๆ ไม่กด/ ไม่เพ่ง/ อย่าอยากหรือไม่อยากเห็นนิมิต แต่ให้วางอารมณ์กลางๆ, ทำอารมณ์ให้สบายๆ ตาอยู่ที่ภาพพระ (มองสบายๆ) จิตอยู่ที่พระ (ที่นำมากำภาวนา) หรือจิตอยู่กับไตรสรณคมน์, หรืออยู่กับหลวงปู่ดู่, หรืออยู่กับจักรพรรดิ, หรืออยู่กับคำบริกรรมบทสวด นั่นคือ..ให้จิตอยู่กับบุญกุศล (กรรมฐานในที่นี้กล่าวถึง “อนุสติ” คือการตามระลึก นั่นเอง) มองภาพพระ(ภาพใดก็ได้ที่เราชอบ) แล้วหลับตาเบาๆ ..นึกถึงภาพพระเอาไว้ พอภาพหายไปก็ลืมตามองใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สบายๆ หรือบางท่านก็นึกในใจคุยกับหลวงปู่ดู่, บางท่านก็นึกไปสวดหรือไปสัพเพฯ ตามสถานที่ต่างๆ, บางท่านก็พิจารณาข้อธรรม, บางท่านก็พิจารณาความหมายของบทสวด เป็นต้น ให้จิตวนเวียนอยู่แถวนี้ และขอบารมีหลวงปู่ดู่ อัญเชิญเทพพรหมทุกภพทุกชั้น และทุกภพภูมิ มาสวดมนต์กับเราด้วย โดยเฉพาะโลกของวิญญาณ เวลาเราสวด-เขาก็สวด, จิตเราสว่าง-เขาก็สว่าง เป็นมิตรเกื้อกูลกันในการเวียนว่ายตายเกิด การแผ่บุญ, การสัพเพฯ อัญเชิญพระเข้าตัวแล้วแผ่ออกไป โดยน้อมอาราธนาบารมีรวมของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ, น้อมนำบารมีรวมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิเป็นต้นมา, บารมีรวมพระปัจเจกฯ, พระโพธิสัตว์, พระธรรม, พระอริยสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและอนาคต, บารมีรวมของเทพพรหม รวมทั้งบุญบารมีเราทั้งหลาย …..น้อมมา ..ผ่านที่เราซึ่งมีรูปและนาม พร้อมกับเจริญเมตตา(คือมีความปรารถนาดี) แล้วแผ่ให้กับโลกของโอปปาติกะ, มนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่ไปทั้งสามแดนโลกธาตุอย่างไม่มีประมาณ แผ่ให้กับทุกรูปทุกนาม (หรือเจาะจงแผ่ให้ใครก็ได้ เช่น แผ่ให้กับครูบาอาจารย์, บิดามารดา, หมู่ญาติ, ผู้มีพระคุณ, เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เป็นต้น) (บทอัญเชิญพระเข้าตัว พร้อมกับแผ่กุศล)