สกทาคามี_ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุปายะและอุปาทาน ในขันธ์ ๕ คือ เครื่องนำไปสู่ภพ_บทที่55
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อได้สมาธิ (อรูปสัญญา)_บทที่18-2
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อได้สมาธิ (อรูปสัญญา)_บทที่18-1
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อเจริญพรหมวิหาร_บทที่17-2
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อเจริญพรหมวิหาร_บทที่17-1
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อได้สมาธิ (รูปสัญญา)_บทที่16-2
สกทาคามี_ ข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อได้สมาธิ (รูปสัญญา)_บทที่16-1
ภพภูมิ_ เหตุให้เข้าถึงความเป้นสหายของ เทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ (นัยที่๒)_บทที่78
ภพภูมิ_ เหตุให้เข้าถึงความเป้นสหายของ เทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ (นัยที่๑)_บทที่77
เห็นอายตนะภายนอก ๖ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเห็นว่าไม่ใช่ของเรา สามารถหลุดพ้นได้
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและยกขึ้นแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
คหบดี ก็จาคสัมปทา เป็นอย่างไร อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ รวบรวมและแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้ นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ที่นวบรวมและนำแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
ธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ที่นวบรวมและนำแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้นำมาอ่านซ้ำและบันทึกเสียงby JESS
เป็นธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ที่นวบรวมอละแสดงธรรมโดยท่านภันเตโตโต้นำมาอ่านและบันทึกเสียงby JESS
เป็นธรรมะพุทธวจน ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ที่แสดงโดยท่านภันเตโตโต้นำมาอ่านและบันทึกเสียงby JESS
เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี; เพราะความเกิดขึ้นของสิ่งนี้. สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี: เพราะความดับไปของสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป
อุปมาปรากฏแจ่มแจ้ง 1)ไม้สดชุ่มด้วยที่เค้าตัดลงแช่น้ำไว้ 2) ไม้สดชุมด้วยยาง วางอยู่บนบกไกลจากน้ำ 3) ไม้แห้งสนิททั้งวางไว้อยู่บนโบกไกลจากน้ำ
ทรงพบสถานที่ประกอบความเพียร_ ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำไหลใสเย็น จืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ
ภิกษุทั้งหลาย ! ลักษณะเครื่องหมาย เครื่องอ้าง ว่าเป็นพาลของคนพาลนี้ มี ๓ อย่าง. ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! คนพาลในโลกนี้ มักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว มักทำการทำที่ชั่ว
ภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็น ของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น.
จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง.
สารีบุตร ! คติ ๕ ประการเหล่านี้ มีอยู่. ๕ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ ( ๑ ) นรก (๒) กำเนิดเดรัจฉาน (๓ ) เปรตวิสัย มนุษย์ เทวดา
สารีบุตร ! กำเนิด ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่. ๔ ประการ อย่างไรเล่า? คือ (๑) อัณฑชะกำเนิด (เกิดในไข่) (๒ ) ชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์) (๓ ) สังเสทชะกำเนิด (เกิดในเถ้าไคล) (๔) โอปปาติกะกำเนิด (เกิดผุดขึ้น)
วัจฉะ ! สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น เรากล่าวสัตว์นี้ว่า มีตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ เพราะว่าสมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น.
ราธะ ! ฉันทะ (ความพอใจ) ราคะ (ความกำหนัด) นันทิ (ความเพลิน) ตัณหา (ความอยาก) ใดๆ มีอยู่ในรูป เพราะการติดแล้ว ข้องแล้วในรูปนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า "สัตว์" (ผู้ข้องติดในขันธ์ทั้ง ๕2) ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกว่า ภพ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีประมาณน้อย ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้.
(๑ ) พืชจากเหง้าหรือราก (มูลพีช) (๒ ) พืชจากต้น (ขนุธพีช) (๓ ) พืชจากตาหรือผล (ผลพีช) (๔) พืชจากยอด (อคุคพีช) (๕) พืชจากเมล็ด (พีชพีช)
นั่น โคนไม้; นั่น เรือนว่าง. พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท, อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แหละ วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
จักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
ภิกษุนั้นก็นอนด้วยการตั้งจิตว่า อกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย คือ อภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้
อานนท์ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไปเร็ว เหมือนการกระพริบตาของคน ส่วนอุเบกขา ยังคงดำรงอยู่
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลาย อยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติว่า เป็นสิ่งที่มีได้ แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ
แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยกำหนดรู้ว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือ ความหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คือ อิ่มจนอึดอัด ให้เกิดขึ้น
ประโยชน์ของการสาธยายธรรม ๑. เพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม
เป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ
เป็นอาหารของความเป็นพหูสูต
เป็นองค์ประกอบของการเป็นบริษัทที่เลิศ
ทำให้ไม่เป็นมลทิน
เป็นบริขารของจิตเพื่อความไม่มีเวรไม่เบียดเบียน
เป็นเหตุให้ละความง่วงได้ (หนึ่งในแปดวิธีละความง่วง)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง Homage to the Blessed, Woble and Perfectly, Enlightened One.
เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในการ พร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส อย่าได้ประมาท. พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
โครงเรือน (คือกิเลสที่เหลือเป็นเชื้อเกิดใหม่) ของเจ้า เราหักเสียยับเยินหมดแล้ว ยอดเรือน (คืออวิชชา) เราขยี้เสียแล้ว จิตของเรา ถึงความเป็นธรรมชาติ ที่อารมณ์จะยุแหย่ ยั่วเย้าไม่ได้เสียแล้ว มันได้ลุถึงความหมดอยากทุกอย่าง.
เมื่อการเคลื่อนและการเกิดขึ้น ไม่มี อะไร ๆ ก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ.
สองภรรยาสามีนั้นจะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็น อาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้าง เพื่อความ มัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตกแต่ง(ร่างกาย) บ้าง หรือหนอ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า "ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าช้า !"
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล ถ้าไม่มีราคะ (ความกำหนัด) ไม่มีนันทิ (ความเพลิน)ไม่มีตัณหา (ความอยาก) ในกพพีการาหารแล้วไซร้…… ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น" ดังนี้...
"ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ก็นี้
อสังขตลักษณะ ๑. ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท ปญญายติ) ๒. ไม่ปรากฎมีการเสื่อม (น วโย ปญญายติ) ๓.เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฎ (น จิตสฺส อญฺณฤตฺตํ ปญญายติ).
"สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มี ปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้ โดยรอบนั้น มีอยู่.
"สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มี ปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ อริยสัจ คือหนทางเป็น เครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ หนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้เอง องค์แปดคือ ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ วาจาชอบ (สัมมาวาจา) การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) อาชีวะชอบ (สัมมาอาชีวะ) ความเพียรชอบ (ส้มมาวายามะ) ความระลึกชอบ (ส้มมาสติ) ความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า การประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้ เพราะกาศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับเพราะการปฏิบัติโดยลำดับ.
(๑) เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตมารดา (๒)เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตบิดา (๓) เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ (๔)เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงคิดประทุษร้ายตถาคต แม้เพียงทำโลหิตให้ห้อ (๕)เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงทำสงฆ์ให้แตกกัน (๖) เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงถือศาสดาอื่น (นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า).
ภิกษุทั้งหลาย! ตา.. หู.. จมูก.. ลิ้น.. กาย.. ใจ เป็น สิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเป็นปกติ. ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิต ไปในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลนี้ เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี
๔ ประการคือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในองค์พระพุทธเจ้า. ในองค์พระธรรม... ในองค์พระสงฆ์… เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยศีล ทั้งหลาย ชนิดเป็นที่พอใจเหล่าอริยเจ้า อันเป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะล ไม่ด่าง ไม่พร้อย. ดังนี้.
ราธะ ! ความพอใจอันใด ราคะอันใด นันทิ อันใด ตัณหาอันใด มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เพราะการติดแล้ว ข้องแล้ว ในสิ่งนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า "สัตว์" ดังนี้.
สิ้นนันทิ สิ้นราคะ เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า "จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี" ดังนี้
อานนท์ ! ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัย อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม). ความทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ ผู้กล่าว อย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในเวทนาทั้งหลายมีอยู่ ความเพลินอันนั้นเป็นอุปาทาน. เพราะอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม. ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
อานนท์ ! ชนเหล่าใด เที่ยวไปตามเจดียสถาน จักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้น จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลายธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา.
อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือบูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด.
ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า "นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี". เธอทั้งหลาย พึงจำมหาปเทส.. นี้ไว้.
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตาม จักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ.
สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า. เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั่นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
อริยมรรคมีองค์ ๘ กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ส้มมาวาจา สัมมากัมมันตะ ส้มมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ ธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัว รอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง.
อุบาลี ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ผู้ใดพูดว่า "เราไม่ได้สมาธิ เราจักไปอยู่ในเสนาสนะอันสงัด คือป่าหรือป่าเปลี่ยว" ดังนี้. เขานั้น พึงหวังผลข้อนี้ คือ จิตจะจมลง หรือจิต จักปลิวไป.
ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมกำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อในเวลาเช้า ย่อมกำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเนื้อในเวลากลางวัน ย่อมกำหนดสมาธินิมิตโดยเอื้อเฟื้อในเวลาเย็น.
ภิกษุที่ประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ ควร เพื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่. ๕ ประการ อย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ๕ ประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้ (๑) เป็นผู้ อดทนต่อรูปทั้งหลาย (๒) อดทนต่อเสียงทั้งหลาย (๓) อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย อดทนต่อรสทั้งหลาย (๕)อดทนต่อโผฎฐัพพะทั้งหลาย
ราหุล ! เธอจงเจริญอนิจจสัญญาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาภาวนาอยู่ อัสมิมานะ (ความสำคัญว่าตัวตนและของตน) จักละไป.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า โจรผู้คอยหาช่อง พึงเลื่อย อวัยวะน้อยใหญ่ของใครด้วยเลื่อยมีด้ามสองข้าง ผู้ใดมีใจประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น !
ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด ไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ
คำว่าภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยม เป็นชื่อของกายคตาสติ.ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กายคตาสติ จักเป็นของอันเราเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดังยานกระทำให้เป็นที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ แล.
"กายคตาสติ ของเราทั้งหลาย จักเป็นสิ่งที่เราอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ เพียรตั้งไว้เนือง ๆ เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี" ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ด้วยอาการ อย่างนี้ แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชซา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็นกายอันหนึ่ง ๆ ในกายทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุ เจริญอานาปานสติ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึง ผู้กระทำให้มากซึ่ง อานาปานสติ นั้นเล่า.
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรม อันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป ให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้ คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่าถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเจริญฌานทั้ง ๔ อยู่ กระทำฌานทั้ง ๔ ให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้ลุ่มไปทางนิพพาน ลาดไปทางนิพพาน เทไปทางนิพพาน ฉันนั้นก็เหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมถะ เมื่ออบรมแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? อบรมแล้ว จิตจะเจริญ จิตเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้ว จะละราคะได้. ภิกษุทั้งหลาย ! วิปัสสนาเล่า เมื่อเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญาเจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ? เจริญแล้ว จะละอวิชชาได้ แล.
ความรักเกิดจากความรัก ความเกลียดเกิดจากความรัก ความรักเกิดจากความเกลียด ความเกลียดเกิดจากความเกลียด.
ความเพลิน (นันทิ) ใด ในรูป ความเพลินนั้น ย่อมดับไป เพราะความดับแห่งความเพลินของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน เพราะมีความดับแห่งอุปาทานจึงมีความดับแห่งภพ เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ เพราะมีความดับแห่งชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำความเพียรเพื่อให้รู้ว่า "นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์" ดังนี้เถิด.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น เป็นกาล เพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาล เพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาล เพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น มิใช่กาล เพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มิใช่กาล เพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ มิใช่กาล เพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
เร่งทำความเพียร แข่งกับภัยในอนาคต ๑) ก่อนที่ความแก่จะมาถึง ๒) ก่อนที่ความเจ็บไข้จะมาถึง ๓) ก่อนที่อาหารจะหายาก ๔) ก่อนที่จะมีโจรเกลื่อนเมือง ๕) ก่อนที่สงฆ์แตกกัน
การตามรู้ซึ่งความจริง ๑) ปลูกฝัง ศรัทธา ลงไปในภิกษุนั้น ครั้นมีศรัทธาเกิดแล้ว ๒) ย่อมเข้าไปหา ครั้นเข้าไปหาแล้ว ๓) ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ครั้นเข้าไปนั่งใกล้แล้ว ๔) ย่อมเงี่ยโสตลง ครั้นเงี่ยโสตลง ๕) ย่อมฟังซึ่งธรรม ครั้นฟังซึ่งธรรมแล้ว ๖) ย่อมทรงไว้ซึ่งธรรม ๗) ย่อมใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลาย อันตนทรงไว้แล้ว เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมอยู่ ๔) ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ, เมื่อการทนต่อการเพ่งพินิจของธรรมมีอยู่ ๙) ฉันทะย่อมเกิดขึ้น ผู้มีฉันทะเกิดขึ้นแล้ว ๑๐) ย่อมมีอุสสาหะ ครั้นมีอุสสาหะแล้ว ๑๑) ย่อมพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม, ครั้นมีความสมดุลย์แห่งธรรมแล้ว ๑๒) ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ; เขาผู้มีตน ส่งไปแล้วอย่างนี้อยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ (ความ จริง โดยความหมายสูงสุด) ด้วยกาย ด้วย, ย่อมแทงตลอดซึ่งธรรมนั้น แล้ว เห็นอยู่ด้วยปัญญา ด้วย.
"ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้" ดังนี้ เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า "อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า" ดังนี้ก่อน ...
"เราทั้งหลาย จักคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค ตามประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น เป็นผู้เห็นแจ่มแจ้งซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย และจักตามประกอบอนุโยคภาวนาในโพธิปักขิยธรรม ทั้งในยามต้นและยามปลายอยู่เสมอ ๆ" ดังนี้.
ความเพียรที่บุคคลปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน.
(๔) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแจกจ่ายทานตามสติ ตามกำลังในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการได้โภคทรัพย์ใหญ่.
๘ จำพวก คือ ( ๑ ) พระโสดาบัน (๒) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล (๓) พระสกทาคามี พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล (๕) พระอนาคามี (๖) พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล (๗) พระอรหันต์ พระผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์
ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ วิบากแห่งกรรม ๓ อย่าง ในครั้งนั้น คือ (๑) ผลวิบากแห่งทาน การให้ (๒) ผลวิบากแห่งทมะ การบีบบังคับใจ (๓) ผลวิบากแห่งสัญญมะ การสำรวมระวัง ดังนี้.
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์ แปดอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ไม่ยั่งยืนมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
ภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรม เป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น.
เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย พึงตาม ประกอบในธรรมเป็นเครื่องสงบแห่งจิตในภายในเป็นผู้ไม่เหินห่างในฌานประกอบพร้อมแล้วด้วยวิปัสสนาและให้วัตรแห่งผู้อยู่สูญญาคารทั้งหลายเจริญงอกงามเถิด.
จุนทะ ! เพราะเหตุว่า กุศลกรรมบถ ๑๐ประการเหล่านี้ เป็นตัวความสะอาด และเป็นเครื่องกระทำความสะอาด.
อกุศลกรรมบถ 10 ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)
(อทินนาทานา เวรมณี) เธอนั้น ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน (ลักทรัพย์)
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี) เธอนั้น ละการ ประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม (มุสาวาทา เวรมณี) เธอนั้น ละมุสาวาท เว้นขาด จากมุสาวาท
(สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี) เธอนั้น เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งของความประมาท.
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป
ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ...
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนงูที่ตกลงไปจม อยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริงแล แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถให้เปื้อนด้วยคูถได้(ด้วยการดิ้นของมัน) นี้ฉันใด. ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ผู้เข้าใกล้ชิด จะไม่ถือเอา นักบวชชนิดนี้เป็นตัวอย่างก็จริงแล แต่ว่า เสียงร่ำลืออันเสื่อมเสียจะระบือไปว่า "คน ๆ นี้ มีมิตรเลว มีเพื่อนทราม มีเกลอลามก" ดังนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
"เราทั้งหลายจักไม่กล่าวมุสาแม้แต่เพื่อหัวเราะกันเล่น" ดังนี้. ราหล ! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้"
คุณสมบัติของทูต ๑. รับฟัง ๒. ให้ผู้อื่นฟัง ๓. กำหนด ๔. ทรงจำ ๕. เข้าใจความ ๖. ให้ผู้อื่นเข้าใจความ ๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ๘. ไม่ก่อความทะเลาะ
คือเมื่อเขาทำในใจซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติโดยแยบคาย โทสะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น และโทสะที่เกิดอยู่แล้วก็ละไป. อาวุโส! นี้คือเหตุ นี้คือปัจจัย.
ในสมัยนั้น จักมี สัตถันตรกัปป์(การใช้ศัสตราวุธติดต่อกันไม่หยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน สัตว์ทั้งหลายหล่านั้น จักมีความสำคัญแก่กันและกัน ราวกะว่าเนื้อ แต่ละคนมีศัสตราวุธในมือ ปลงชีวิตซึ่งกันและกันราวกะว่า ฆ่าปลา ฆ่าเนื้อ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย บริโภค พืชพรรณข้าวทั้งหลายอันมีความแก่และสุกไม่สม่ำเสมอ ก็กลายเป็นผู้มีอายุสั้น ผิวพรรณทราม ทุพพลภาพและ มีโรคภัยไข้เจ็บมาก.
ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (อนิจจ).ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ไม่ยั่งยืน (อธุว).ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ (อนสุสาสิก). ภิกษุทั้งหลาย ! เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะ เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อจะคลายกำหนัด พอแล้วเพื่อจะปล่อยวาง.
ย่อมปรารถความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็น มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้ พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
(๑) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีประชุมกันเนืองๆ ประชุมกันโดยมาก... (๒) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกัน ประชุม พร้อมเพยงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกัน ทำกิจที่พวกเจ้าวัชชี จะต้องทำ...
"ทุกข์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วใน อดีต และอันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์
จอมเทพ ! สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้น มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ... เมื่อฉันทะ ไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักก็ไม่มี...
เมื่อสิ่งนี้ "มี" สิ่งนี้ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ "ไม่มี" สิ่งนี้ ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
๓ อย่าง คือ ๑. เนกข้มมวิตก ความตรึกในการหลีกออก จากความพัวพันในกาม ๒. อัพ์ยาปาทวิตก ความตรึกในการไม่ทำ ความมุ่งร้าย ๓. อวิหิงสาวิตก ความตรึกในการไม่ทำตน และผู้อื่นให้ลำบาก ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้น พากันมาถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก.
เธอก็ นอนด้วยการตั้งใจว่า "บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ อภิชฌา และโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ ด้วยอาการ อย่างนี้" ดังนี้
คือ ภิกษุในกรณีนี้ มีสติ ก้าวไป มีสติ ถอยกลับ มีสติ ยืนอยู่ มีสติ นั่งอยู่ มีสติ สำเร็จการนอนอยู่ มีสติ อธิษฐานการงาน
ในกรณีนี้คือ เวทนา เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคต แล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงดับไป สัญญา เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคต แล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงดับไป วิตก เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคต แล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงดับไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การ หลับ การตื่น การพูด การนิ่ง.
ราหุล ! เธอจงอบรมจิต ให้เสมอด้วยอากาศเถิด เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศอยู่ ผัสสะทั้งหลายที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! อสัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ถูกใครถามถึง ความไม่ดีของตน ก็ปกปิด ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็นำเอาปัญหา ไปทำให้ลดหย่อนไขว้เขว แล้วกล่าวความไม่ดีของตน อย่างไม่พิสดารเต็มที่ ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ.
ลักษณะการพูดของสัตบุรุษ (๓) ภิกษุทั้งหลาย ! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก คือ แม้ไม่มีใครถามถึง ความไม่ดีของตน ก็ยังนำมาเปิดเผยให้ปรากฏ ทำไมจะต้องกล่าวถึงเมื่อถูกถามเล่าก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็ไม่นำเอาปัญหาไปหาทางทำให้ลดหย่อนบิดพลิ้ว แต่กล่าวความไม่ดี ของตนโดยพิสดารเต็มที่. ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ.
ตถาคตรู้ชัดชื่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบ ด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น.
หลักการพูด ๕ ประการ คือ (๑) กล่าวแล้วควรแก่เวลา (๒) กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง ง (๓ ) กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน (๔) กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ (๕) กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเนื้อป่าตัวที่ ไม่ติดบ่วง แม้นอนจมอยู่บนกองบ่วง มันก็เป็นสัตว์ที่ใครๆพึงเข้าใจได้ว่า เป็นสัตว์ที่ไม่ถึงความพินาศย่อยยับไปตามความประสงค์ของพรานแต่อย่างใด เมื่อพรานมาถึงเข้า มันจะหลีกหนีไปได้ตามที่ต้องการ ดังนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น.
คหบดีบุตร ! อริยสาวก ไม่เสพทางเสื่อม แห่งโภคทรัพย์ ๖ ทาง (อบายมุข ๖) คือ (๑) การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ (๒) การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเที่ยวไป ในตรอกต่าง ๆ ในเวลากลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่ง โภคทรัพย์ (๓) การเที่ยวไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา (สมชูชาภิจรณ) เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการพนัน อันเป็น ที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการคบคนชั่ว เป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ การประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์.
เหตุเสื่อมแห่งทรัพย์ ๔ ประการ พ์ยัคฆปัชชะ ! โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ... ย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ (๑) ความเป็นนักเลงหญิง (๒) ความเป็นนักเลงสุรา (๓) ความเป็นนักเลงการพนัน (๔) ความมีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม
๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ (๑) ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (สัทธาสัมปทา) (๒) ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) (๓ ) ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค (จาคสัมปทา) ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (ปัญญาสัมปทา)
๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ (๑) ความขยันในอาชีพ (อุฏฐานสัมปทา) (๒) การรักษาทรัพย์ (อารักขสัมปทา) (๓) ความมีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา) (๔) การดำรงชีวิตสม่ำเสมอ (สมชีวิตา)
ลักษณะของ "ฆราวาสชั้นเลิศ คหบดี ! ในบรรดากามโภคี (ฆราวาส) เหล่านั้น กามโภคีผู้ใด แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด(เกินไปจนทรมานตน) ด้วย ครั้นแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัดแล้ว ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำด้วย แบ่งปันโภคทรัพย์บำเพ็ญบุญด้วย ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้นอยู่ด้วย
ว่าด้วยความรัก4 แบบ 1) ความรักเกิดจากความรัก 2) ความเกลียดเกิดจากความรัก 3) ความรักเกิดจากความเครียด 4)ความเกลียดเกิดจากความเกลียด
ส่วนบุตรคนใด ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วย ศรัทธา). ยังมารดาบิดาผู้ทุศล ให้สมาทานตั้งมั่นใน สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล). ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทาน ตั้งมั่นในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค). ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่น ในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา). ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า อันบุตรนั้นทำแล้ว และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา.
หลักในการใช้จ่ายทรัพย์ คหบดี ! อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์ที่ตน หาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วย กำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ.
คหบดีบุตร ! พึงทราบว่า ทิศทั้งหกเหล่านี้ มีอยู่ คือ พึงทราบว่า มารดาบิดา เป็นปุรัตถิมทิศ (ทิศเบื้องหน้า) พึงทราบว่า อาจารย์ เป็นทักชิณทิศ (ทิศเบื้องขวา) พึงทราบว่า บุตรภรรยา เป็นปัจฉิมทิศ (ทิศบื้องหลัง) พึงทราบว่า มิตรสหาย เป็นอุตตรทิศ (ทิศเบื้องซ้าย) พึงทราบว่า ทาสกรรมกร เป็นเหภูฐิมทิศ (ทิศเบื้องต่ำ) พึงทราบว่า สมณพราหมณ์ เป็นอุปริมทิศ (ทิศเบื้องบน).
อานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้ง ที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม ? "ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !"
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำโยคกรรม เพื่อให้รู้ว่า "นี้ ทุกข์ นี้ เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ ความดับแห่งทุกข์ นี้ หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์" ดังนี้ เถิด.
พุทธวจน ปฐมธรรม เข้าใจธรรมเพียงบทเดียว ก็เพียงพอ คามณิ !...เพราะเหตุว่า ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดงสักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขกแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาลนาน. -บาลี สพา. สํ. ๑๘/๓๘๙/๖๐๕.
ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้ ตถาคต ขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ ว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้นและอกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้ว ก็เสื่อมสิ้นไป.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ในโลก. สี่จำพวก อย่างไรเล่า ? สี่จำพวกคือ กายออก แต่จิตไม่ออก กายไม่ออก แต่จิตออก กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก กายก็ออก จิตก็ออก
เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว ถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้วเมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้ นั้น ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ-ไม่เป็นที่ชอบใจ-ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป เร็วเหมือนการกระพริบตาของคน อุเบกขายังคงดำรงอยู่. อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย
ว่า "โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือชั่วหายใจออกแล้วหายใจเข้า. เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอ" ดังนี้ก็ดี
ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน มีในภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม รูปทั้งหมดนั้นบุคคลควรเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา" ดังนี้. (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทรงตรัสไว้อย่างเดียวกัน)
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนัก กายก็เมื่อยล้า เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย เมื่อจิตอ่อนเพลีย จิตก็ห่างจากสมาธิ เพราะเหตุนั้น เราจึงดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายใน กระทำให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเราประสงค์อยู่ว่าจิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลย ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก (เวเทติ) ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ) ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญชานาติ)แม้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
ภิกษุทั้งหลาย ! อินทรีย์หกเหล่านี้ มีอยู่.. หกเหล่าไหนเล่า ? หกอย่าง คือ อินทรีย์คือตา อินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย อินทรีย์คือใจ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้ปิดกั้นแล้วด้วยการปิดกั้นซึ่งอาสวะทั้งปวง อยู่ตัดตัณหาได้ขาดแล้ว รื้อถอนสังโยชน์ได้แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ ดังนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมไม่รับเอาไว้ในใจ ย่อมละเสีย ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้ถึงความมีไม่ได้ซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก อันบังเกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรในอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นอินทรีย์ที่เมื่อภิกษุไม่สำรวมแล้วอาสวะทั้งหลาย อันเป็นเครื่องทำความคับแค้นและเร่าร้อนจะพึงบังเกิดขึ้น
1)ความเป็นผู้ยินดีในการงาน 2)ความเป็นผู้ยินดีในการคุยฟุ้ง 3)ความเป็นผู้ยินดีในการหลับ 4)ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ 5)ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย 6)ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค. ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะละธรรมหกอย่างเหล่านี้แล บุคคลจึงเป็นผู้อาจเพื่อเป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่.
"เต่า หดอวัยวะไว้ในกระดอง ฉันใด ภิกษุ พึงตั้งมโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ) ไว้ในกระดอง ฉันนั้น. เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด เป็นผู้ดับสนิทแล้ว" ดังนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่า "กายคตาสติของเราทั้งหลายจักเป็นสิ่งที่เราอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้เพียรตั้งไว้เนือง ๆ เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี" ดังนี้.
เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ นันทิ (ความเพลิน) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ปธานสี่อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่าง อย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ สังวรปธาน (เพียรระวัง) ปหานปธาน (เพียรละ) ภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ) อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้)
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือ ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา และภิกษุก็ ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนอนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจแล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า "เราอยู่โดยมาก โดยความเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีถิ่นมิทธะกลุ้มรุม ไม่ฟุ้งช่าน หมดวิจิกิจฉา ไม่มักโกรธ มีจิตไม่เศร้าหมอง มีกายไม่เครียดครัด ปรารภความเพียร มีจิตตั้งมั่น" ดังนี้แล้ว ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ แล้วประกอบโยคกรรม เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป.
ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งรูป. เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป ความเพลิน (นันทิ) ย่อมเกิดขึ้น ความเพลินใด ในรูป ความเพลินนั้นคืออุปาทาน...
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
วัจฉะ ! สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น เรากล่าว สัตว์นี้ ว่า มีตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ เพราะว่า สมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกว่า ภพ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้.
ทุกข์ใดๆ ที่เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น ก็มีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์".
เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ
เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า "จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี" ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ) ไม่ละ (น ปชหติ) ไม่บรรเทา (น วิโนเทติ) ไม่ทำให้สิ้นสุด (น พยนฺตีกโรติ) ไม่ทำให้หมดสิ้น (น อนภาวงุคเมติ)
มิคชาละ ! ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า "ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว"
เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้.
เรากล่าวว่า "ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้.
บุคคลนั้นหนอ ยังละราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้ ยังบรรเทาปฏิฆานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้ ยังถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้
อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ-ไม่เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคน อุเบกขายังคงดำรงอยู่. อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย... -บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๗๘๕๖.
นี้ไคือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ ส้มมาสติ สัมมาสมาธิ.
ที่รักที่เจริญใจในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจ ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้ง อยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่.ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่. ในโลก.
เธอทั้งหลาย เห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่ สมประกอบ หรือเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมีบริวารคอยรับใช้พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลาย ก็เคยเสวยทุกข์หรือเสวยสุข เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้...
พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอด กาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุททั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย.
"ในธรรมวินัยนี้ เธอผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้... พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด" -บาลี มหา. ที. ๑๑/๑๓๙/๑๐๖.
อานนท์ ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
อริยสาวกในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต การเว้นขาดจาก อทินนาทาน การเว้นขาดจากกาเมสุมิฉาจาร การเว้นขาดจาก มุสาวาท และการเว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ แปดอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา - บาลี อฎธก. อ๋. ๒๓/๑๕๙/๙๖.
"ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด" -บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๖๑/๑๒๙.
ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. -บาลี ฉกุก. อ. ๒๒/๕๓๘/๓๓๐.
บุคคลเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลายว่า มีอยู่ 3 อย่างคือ
(1) วิบากในทิฎฐธรรม (คือทันควัน) (2) วิบากในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) (3) วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก)
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบาก ทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบาก ไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่.
อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง เป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งกรรม) ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
สิ่งใดมีความเกิด เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไป เป็นธรรมดา -บาลี มหา. ที. ๑๐/๔๙/๔๙.
๑) ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี (๒) ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา (๓) ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี ๔) ชายเทวดา อยู่ร่วมกับหญิงเทวดา
รักษาตน ด้วยการเสพธรรมะ ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการทำให้มากซึ่งธรรมะ รักษาผู้อื่น ด้วยการอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู -บาลี มหา. สํ. ๑๔/๒๒๔/๗๕๘.
อนึ่ง คนเราเมื่อมีการอยู่ร่วมกัน กับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตน เถิด. -บาลี อฎจก, อํ. ๒๓/๑๗๐/๑๐๐.
ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น -บาลี ม. ม. ๑๗๙๑/๙๔.
"ผู้ใดเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป ข้อนี้เป็นความเจริญในอริยวินัยของผู้นั้น" -บาลี สี. ที. ๘/๑๑๒/๑๓๙.
"พึงศึกษาว่า 'เราจักไม่พูดถ้อยคำ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน' เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ" -บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๙/๕๘.
ในยุคไหนก็ตาม เวรทั้งหลาย ไม่เคยระงับได้ ด้วยการผูกเวรเลย แต่ระงับได้ ด้วยการไม่มีการผูกเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า ใช้ได้ตลอด -บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๒๙๕/๔๔๐.
แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฎ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อถูกใครถาม ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่มีทางหลีกเลี้ยวลดหย่อน ล้วกล่าวความไม่ดีของผู้อื่น อย่างเต็มที่โดยพิสดาร ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ. -บาลี จตุกุก. อ. ๒๑/๑๐๐/๗๓.
แม้มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ จะกล่าวทำไมถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้หลีกเลี้ยวลดหย่อนลง กล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่ ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ว่า "ทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ " ว่า "เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ " ว่า "ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ" ว่า "ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้"
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรมโดยไม่เครียดครัด ทำตนให้เป็นสุขให้อิ่มหนำ แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ ไม่กำหนัดไม่มัวเมาไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษมีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น
(๑) สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) (๒) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) (๓) จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) (๔) ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)
พ์ยัคมปัชชะ ! ปากทางแห่งความเสื่อม 4 ประการ ของโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นพร้อมแล้วอย่างนี้ มีอยู่ คือ (๑) ความเป็นนักเลงหญิง (๒) นักเลงสุรา (๓ ) นักเลงการพนัน (๔ ) มีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม.
พยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตร ในทิฏฐธรรม (ในปัจจุบัน). ๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ (๑) อุฎฐานสัมปทา (ความขยันในอาชีพ) (๒) อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์) (๓) กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี) (๔ ) สมชีวิตา (การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).
ภิกษุทั้งหลายความไม่มีศรัทธา-หิริ-โอตตัปปะ-วิริยะ-ปัญญาในกุศลธรรมทำมีอยู่แก่ผู้ใด เรากล่าวทุกคนผู้นั้นว่าเป็นคนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติในอริยะวินัย
เพราะอาศัยตัณหาจึงมีการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหาจึงมีการได้ เพราะอาศัยการได้จึงมีความปลงใจรัก เพราะอาศัยความปลงใจรักจึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจจึงมีความสยบกลัวเมา เพราะอาศัยความสยบมัวเมาจึงมีความจับอกจับใจ เพราะอาศัยความจับจับใจจึงมีความตระหนี่เพราะอาศัยความตระหนี่จึงมีการห่วงกัน เพราะอาศัยการหวงกั้นจึงมีเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นเอนกย่อมเกิดขึ้น
(๑ สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) (๒) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) (๓) จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) (๔) ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา).
ภิกษุทั้งหลายภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้(โดยแท้จริง)สามอย่างเหล่านี้ มีสามอย่างคือภัยที่เกิดจากความแก่ ภัยที่เกิดจากความเจ็บไข้ ภัยที่เกิดจากความตาย
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้ทุศีลให้สมาทานตั้งมั่นในสีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตะหนี่ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยัง มารดาบิดาให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา
อริยสาวกละเสียดายซึ่งกันกิเลสสี่ประการไม่กระทำกรรมอันเป็นบาปโดยฐานะทั้งสี่และไม่เสพทางเสื่อม(อบายมุข)แห่งโภคะ6ทาง เมื่อนั้นเค้าชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากกรรมอันเป็นบาปรวม 14 อย่างเป็นผู้ปิดกั้นทิศทั้งหกโดยเฉพาะแล้ว
ภิกษุทั้งหลายทำข้อหนึ่งอันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้วแม้กายก็สงบ แม้จิตเขาสงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ เป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ธรรมข้อหนึ่งคืออะไรคือกายคตาสติ
พุทธวัชจะนะคาระวาดฉันเลิศภิกษุทั้งหลายความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรม 3อย่างอย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มากมีอนุภาพมากคือ 1)ทาน การให้ 2)ทมะ การบีบบังคับใจ 3)สัญญมะ การสำรวมระวัง ดังนี้
ภิกษุในกรณีนี้เป็นผู้มีปกติเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ..... เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็น..... เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสตินำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
เธอจงเสพเสนาสนะอันสงัดเธอยอมละอภิชาต์ในโลกมีจิตปราศจากอภิชฌา ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท ละถีนะมิทธะ มีจิตปราศจากทีนะมิทธะ ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่านมีจิตสงบอยู่ในภายในและวิจิกิจฉา ข้ามร่วมวิจิกิจฉาเสียดาย
1)กามฉันทะนิวรณ์ 2)พยาปาทนิวรณ์ 3)ถีนมิทธนิวรณ์ 4)อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ 5)วิจิกิจจฉานิวรณ์
1)กามฉันทะ 2) พยาบาท 3)ถีนมิทธะ(ความง่วงเหงาซึมเซา) 4)อุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านและรำคาญ) 5) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
สัญญา 10 ประการนั้นคืออนิจจะสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพวังขาเรสุอนิจจะสัญญา อานาปานสติ
1)เจริญอสุภะเพื่อละราคะท 2)เจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท 3)เจริญอานาปานะสติเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก 4)เจริญอนิจจะสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ
พริกทั้งหลายภิกษุผู้ตั้งในธรรม5ประการเหล่านี้เพิ่งเจริญธรรม4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปคือ 1)เจริญอสุภะเพื่อละราคา 2)เจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท 3)เจริญอานาปานสติเพื่อตัดสินซึ่งวิตก 4)เจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ ภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุมีอนิจจสัญญา อนัตตสัญญายอมมั่นคง ผู้มีอนัตตสัญญา ยอมถึงการถอนได้เสียซึ่งอัสมิมานะคือนิพพานในทิฐธรรมเทียว
ลมอัสสาสะ(ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ(ลมหายใจออก)อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิตนั้นจะเป็นสิ่งที่เค้ารู้แจ้งแล้วดับไปหาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้แจ้งใหม่ดังนี้
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้นเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้นเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
อานาปานสติ_ อานาปานสติละได้เสียซึ่งความคับแค้น_บทที่20 ภิกษุพิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายมีสติเฉพาะในลมหายใจ ความเพียรทุกเมื่อพิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง...
อานาปานสติ_ อานาปานสติสามารถกำจัดบาปอกุศลได้ทุกทิศทาง_บทที่18 อานนท์เปรียบเหมือนกรองฝุ่นใหญ่ที่มีอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศตะวันออกก็บดขยี้กรองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนเร็วรถมาจากทางทิศตะวันตกก็บทขยี้กรองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศเหนือก็บทขยี้กรองฝุ่นนั้น ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศใต้ก็หมดขยี้กรองฝุ่นนั้นนี้ฉันใด
อานาปานสติ_ เจริญอานาปานสติชื่อว่าไม่เหินห่างจากฌาน_บทที่16 ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอานาปานสติ แม้ชั่วกาลเพียงตัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน
แก้กรรม_ เครื่องนำไปสู่ภพ_บทที่43 ฉันทะ(ความพอใจ) ราคะ(ความกำหนัด) นันทิ(ความเพลิน) ตันหา(ความทะยานอยาก) อุปายะ(กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ) และอุปทาน(ความยึดมั่นด้วยอำนาจกิเลส)
แก้กรรม_ “สิ้นตัณหา” ก็ สิ้นกรรม_บทที่36 สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
แก้กรรม_ ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นกรรม_บทที่35 สัมมาทิฏฐิ,สัมมาสังกัปปะ,สัมมาวาจา,สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ,สัมมาวายามะ,สัมมาสติ ,สัมมาสมาธิ
แก้กรรม_ บุคคล 4 จำพวก_บทที่34 1)บุคคลผู้มืดแล้วมืดต่อไปจำพวก 2)บุคคลผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไปจำพวก 3)บุคคลผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไปจำพวก 4)บุคคลผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไปจำพวก
แก้กรรม_ ผลของการให้ทานแบบต่างๆ_บทที่24 1)ให้ทานด้วยศรัทธา 2)ให้ทานโดยเคารพ 3)ให้ทานโดยการอันควร 4)เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทานยอม 5)ให้ถ่ายไม่กระทบตนและไม่กระทบผู้อื่น
แก้กรรม_ อะไรคือกรรมเก่าและกรรมใหม่_บทที่6 1)กรรมเก่า (ปุราณกัมม) 2)กรรมใหม่ (นวกรรม) 3)ความดับแห่งกรรม (กัมมนิโรธ) 4) ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม (กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา) ภิกษุทั้งหลาย กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้วจะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ
แก้กรรม_ ว่าด้วยเหตุเกิดของกรรม3อย่าง_บทที่3 1)ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเป็นฐานแห่งฉันทะราคะที่เป็นอดีต 2)ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเป็นฐานแห่งฉันทะราคะที่เป็นอนาคต 3)ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอันเป็นฐานแห่งฉันทะราคะที่เป็นปัจจุบัน
มรรควิธี่ที่ง่าย_ ปฏิปทาเพื่อการบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป_นัยที่3_บทที่27 1)มีปกติตามเห็นความไม่งามในกายอยู่ 2)มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหารอยู่ 3)มีความสำคัญว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวงอยู่ 4)มีปกติเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่5)มรณะสัญญาเป็นสิ่งที่ภิกขุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายในอยู่
มรรควิธีที่ง่าย_ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น_บทที่22 สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครใครไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
มรรควิธีที่ง่าย_ สักแต่ว่า(นัยที่2)_บทที่20 ในสิ่งที่ท่านเห็นแล้วจ้ะเป็นแต่เพียงสักวันเห็นในสิ่งที่ท่านสั่งแล้วจากเป็นแต่เพียงสักว่าได้ยินในสิ่งที่ท่านรู้สึกแล้ว(ทางจมูก ลิ้น กาย)จักเป็นแต่เพียงสักว่ารู้สึกในสิ่งที่ท่านอยู่แจ้งแล้ว(ทางวิญญาณ)ก็จะเป็นแต่เพียงสักว่ารู้แจ้ง
มรรค วิธีที่ง่าย_ กระจายเสียงซึ่งผัสสะ_บทที่16 ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อม รู้สึก (เวเกติ) ผัสสะกระทบแล้วย่อม คิด (เจเตติ) ผัสสะกระทบแล้วย่อม จำได้หมายรู้ (สญชานาติ) แม ธรรมทั้งหลาย (เวทนา เจตนา สัญญา) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
มรรควิธีที่ง่าย_ เจริญอานาปานสติเป็นเหตุให้ โพชฌงค์บริบูรณ์ย่อมทำวิชาและวิมุตติให้บริบูรณ์_บทที่11-3
มรรควิธีที่ง่าย_ เจริญอานาปานสติเป็นเหตุให้สติปัฏฐานบริบูรณ์ย่อมทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์_บทที่11-2
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ กฏอิทัปปัจจยตาหรือหัวใจปฏิจจสุปบาท_บทที่36 เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มีเพราะความดับไปเองสิ่งนี้สิ่งนี้จึงดับไป
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ ลักษณะแห่งอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ_บทที่31 อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ-ไม่เป็นที่ชอบใจ-เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแล้วแกภิกขุนั้น ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคนส่วนอุเบกขายังคงเหลืออยู่
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ ผู้อยู่ใกล้นิพพาน_บทที่30 หมายเหตุการไม่รวบถือเอาทั้งหมดและการไม่แยกถือเป็นส่วนส่วนคือการไม่นวบถือเอาผัสสะทั้งหมดเป็นตัวเราของเราหรือไม่อยากถือแต่ละส่วนขององค์ประกอบผัวสะว่าเป็นตัวเราของเรา(สำหรับผู้นั้นมรรคระเับผัสสะ)และการไม่ถือเอาเป็นอารมณ์สำหรับยินดียินร้ายทั้งโดยส่วนรวมและส่วนปีกย่อย ของอารมณ์นั่นๆ(สำหรับผู้เดินมรรคในระดับเวทนา)
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ อริยสัจ-ปฏิจจสมุปบาท_บทที่26 การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ความพัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อปีญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลายเป็นทุกข์
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยการละนันทิ_บทที่18 เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่าจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ ความดับทุกข์มีเพราะความดับแห่งนันทิ_บทที่17 ความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งความเพลิน
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ ให้พึ่งตนพึ่งธรรม-บทที่4พิจารณาเห็นกายในกายพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาพิจารณาเห็นจิตในจิตพิจารณาเห็นธรรมในธรรมมีความเพียรเผากิเลสมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมีสติกำจัดอภิชฌาและโทรมานัดในโลกเสียได้
ก้าวย่างอย่างพุทธะ_ การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย พระอริยะบุคคลจึงมีปริมาณมาก_บทที่3
โสดาบัน_ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า 10ประการ คือ เป็นผู้ละองค์ห้าได้ขาด เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์หก เป็นผู้มีอารักขาอย่างเดียว เป็นผู้มีพนักพิงสี่ด้าน เป็นผู้ถอนความเห็นว่าจริงดิ่งไปคนละทางขึ้นเสียแล้ว เป็นผู้ละการแสวงหาสิ้นเชิงแล้ว เป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว เป็นผู้มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้ว เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี เป็นผู้มีปัญญาในความหลุดพ้นด้วยดี.
ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาทแต่ละสายถึงเหตุเกิดและความดับทั้งปัจจุบันอดีตอนาคตก็ชื่อว่าโสดาบัน(ญาณวัตถุ 77)
โสดาบัน_พระโสดาบันคือผู้เห็นชัดรายละเอียดแต่ละสายของปฏิจจสมุปบาทตลอดสายโดยนัยยะแห่งอริยสัจสี่(เห็นตลอดสายนัยที่สอง)
โสดาบัน_พระโสดาบันคือผู้เห็นชัดรายละเอียดแต่ละสายคลองปฏิจจสมุปบาทตลอดทั้งสายโดยนัยยะแห่งอริยสัจสี่
ภิกษุทั้งหลาย! ล่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง ป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึอ และย่อมลำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน จึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า ข้อนี้เป็นอย่างไร มีความหมายกี่นัย ดังนี้. ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้. ธรรมที่ยังไม่ปรากฎ เธอก็ทำให้ปรากฎได้ ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้.
"ในธรรมวินัยนี้ เธอผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้... พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด"
วิภังควรรคสูตร ...บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้ ...พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวัน และกลางคืนนั้นแลว่าผู้มีราตรีหนึ่ง เจริญ ฯ
(ไทย)อุปริ.ม. ๑๔/๒๖๕/๕๒๖-๕๓๔
(บาลี)อุปริ.ม. ๑๔/๓๔๘/๕๒๖-๕๓๔
"ในธรรมวินัยนี้ เธอผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกบ้ได้... พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด"
มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
"ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด"
ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค.
สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของดน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.
(ความเห็นชอบ) สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ) (การเลี้ยงชีวิตชอบ) สัมมาอาชีวะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาวายามะ (ความระลึกชอบ) สัมมาสติ (ความตั้งใจมั่นชอบ). สัมมาสมาธิ
ภิกษุทั้งหลาย! คนบางคนย่อมผูกพันเพราะ ทพย์ แม้กึ่งกหาปณะ... แม้ ๑ กหาปณะ... แม้ ๑๐๐ กหาปณะ ส่วนบางคนไม่ผูกพ้นเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น คนอย่างไร จึงผูกพันเพราะทรัพย์ แม้กึ่ง กหาปณะ คนบางคนในโลกนี้เป็นคนจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย คนอย่างนี้ย่อมผูกพันเพราะทรัพย์ แม้กึ่ง กหาปณะ ... คนอย่างไร ไม่ผูกพันพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ? คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก คนอย่างนี้ ย่อมไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ฉันนั้นนั่นแหละ. ภิกษุทั้งหลาย! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บุคคล บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฎผลมากต่อไปเลย...
รักษาตน ด้วยการเสพธรรมะ รรรมะสะอาดก็ ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการทำให้มากซึ่งธุรรมะ รักษาผู้อื่น ด้วยการอดทนมติ ณ มียบรกใหิ นอมมะ ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
อนึ่ง คนเราเมื่อมีการอยู่ร่วมกัน กับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน นำณ มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตน เถิด.
ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น
"พึงศึกษาว่า 'เราจักไม่พูดถ้อยคำ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน' เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ล้เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ"
"พึงศึกษาว่า 'เราจักไม่พูดถ้อยคำ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน' เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ล้เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ"
ในยุคไหนก็ตาม เวรทั้งหลาย ไม่เคยระงับได้ ด้วยการผูกเวรเลย แต่ระงับได้ ด้วยการไม่มีการผูกเวร ธุรรมนี้เป็นของเก่า ใช้ได้ตลอด
แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฎ ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อถูกใครถาม ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่มีทางหลีกเลี้ยวลดหย่อน แล้วกล่าวความไม่ดีของผู้อื่น อย่างเต็มที่โดยพิสดาร ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่าคนคนนี้เป็น อสัตบุรุษ
ฆาราวาสชั้นเลิศ_วาจาของสัตบุรุษก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้หลีกเลี้ยวลดหย่อนลง กล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่ ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น สัตบุรุษ.
ฆาราวาสชั้นเลิศ_ความอยากเป็นเหตุแห่งความทุกข์ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูลเหตุ9อย่างคือการแสวงหาการได้การส่งใจรักความกำหนัดหรือความพอใจความเสี่ยวบ่เมาความจับอกจับใจความตานีการหวงกันเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน
คหบดี! เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ ของท่าน จึงส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นางสุชาดาคนนี้ ข้าพระองค์ นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาค นางก็ไม่สักกระเคารพนับถือบูชา" ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนางสุชาดาหญิงสะใภ้ ในเรือนว่า "มานี่แน่ะ! สุชาดา" นางสุชาดา หญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่าสุชาดา! ภริยาของบุรุษ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวก เป็นอย่างไรเล่า คือ (๑) ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต (๒) เสมอด้วยโจร (๓) เสมอด้วยนาย (๔) เสมอด้วยเม (๕) เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว (๖) เสมอด้วยเพื่อน (๗) เสมอด้วยทาสี สุชาดา! ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น. "ม้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึงความ แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ขอประทานพระวโรกาส ขอ พระผู้มีพระภาค โปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน โดยที่หม่อม ฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัส โดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด"สุชาดา! ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว (๑) ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วย ประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อัน เขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษ เห็นปานนี้เรียกว่า วรกาภริยา ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต. (๒) สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนา จะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษ เห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร. (๓) ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้ ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยัน ขันแข็ง ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย. (๔) ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษา ทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วยมารดา. (๕) ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความ เคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตาม อำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินึภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว น้องสาว. (๖) ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา ภริยาเสมอด้วยเพื่อน. (๗) ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจ สามี ภริยของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา ภริยา เสมอด้วยทาสี. ภริยาที่เรียกว่า วรกาภริยา โจรีภริยา อัยยาภริยา ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็นคนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก. ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ภคินีภริยา สขีภริยา ทาสีภริยา ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะ ตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึง สุคติ. สุชาดา! ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗ จำพวกนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขอพระผู้มี พระภาคโปรดทรจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้สมอด้วยทาสี.
พุทธวจน
อริยสัจจากพระโอษฐ์
คามณิ ! เพราะเหตุว่า ... ถึงแม้เขาจะเข้าใจธรรม ที่เราแสดงสักบทเดียว นั้นก็ยังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาล
( บาลี - สฬา. สํ. ๑๘/๓๘๙/๖๐๕ )