OHMPIANG: Recent Episodes

None

ทุกครั้งที่อ่านหนังสือของ OHMPIANG เป็นครั้งที่สอง คุณจะเห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวเองและหนังสือมาก่อน

View Details



(หมายเหตุ – บทความนี้เป็นบทความที่ 4 ในซีรี่ย์ OHMPIANG SELF-PUBLISHING 101)

ท่านสามารถอ่านบทความที่ 1 ได้ที่ >> OHMPIANG SELF-PUBLISHING GUIDE 101
และบทความที่ 2 ได้ที่ >> Part 2: ขั้นตอน กระบวนการ ก่อนจะเป็นหนังสือของ OHMPIANG
และบทความที่ 3 ได้ที่ >> Part 3: พิสูจน์อักษรและจัดรูปเล่ม ขั้นสุดท้ายก่อนส่งโรงพิมพ์


Part ที่แล้วผมพูดเรื่องกระบวนการพิสูจน์อักษรและจัดรูปเล่ม ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งโรงพิมพ์

อย่างที่บอกว่าเรื่องโรงพิมพ์ไหนดี อันนี้ผมขอไม่พูดถึง ทุกโรงพิมพ์มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ไม่มีที่ไหน Perfect สำคัญคือ ทำงานร่วมกันแล้วสบายใจ ราคาสมเหตุสมผล และให้เกียรติงานของเรา

เรื่องโรงพิมพ์ผมแนะนำให้ทำการบ้าน หาข้อมูล และโทรคุยเอง ถ้าราบรื่นคุยง่ายคุยรู้เรื่องตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นตลอดรอดฝั่งก็มีมาก แต่ถ้าคุยยาก เก๋าเกม ดูไม่ใส่ใจเพราะเห็นเราหน้าใหม่ อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะดีขึ้น เป็นไปได้ยาก เลือกโรงพิมพ์ที่อย่างน้อยมีน้ำใจกับเราตั้งแต่ต้นดีกว่าครับ

อ้อ แต่ต้องแยกให้ออกนะ บางทีเขาแนะนำห้วนๆ ก็อย่าไปว่าเขาคุยข่ม เพราะเขาอาจหวังดีจริงๆหรือเห็นว่าเราคุยไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมได้คำแนะนำดีๆจากโรงพิมพ์เยอะ โรงพิมพ์เก่งในสิ่งที่โรงพิมพ์ทำ นั่นคือ ผลิตสิ่งพิมพ์ มันไม่ง่ายนะที่จะทำธุรกิจโรงพิมพ์ ดังนั้นเขารู้ในสิ่งที่เขาทำ

ทีนี้ผมอยากจะย้อนกลับไปเรื่องช่องทางการขาย ซึ่งเอาจริงๆเป็นเรื่องที่ผมคิดเป็นเรื่องแรกๆ และเป็นแรงบันดาลใจอย่างที่ 3 ที่ผมได้รับด้วย

หลังจากที่ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ 2 ที่จะแปลหนังสือ Scientific Advertising ผมเริ่มแปลทันที แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดเรื่องช่องทางการจำหน่ายและการทำการตลาดไปด้วย

ตอนนั้น (ปี 2016) กระแส eBook มาแรง ถึงขนาดมีคนออกมาฟันธงว่าเป็น “อวสานของสิ่งพิมพ์” พูดง่ายๆ เขากำลังสื่อว่า eBook คืออนาคต หนังสือเล่มคืออดีต

มันไม่ผิดที่เขาคิดแบบนั้น eBook ทั้งทำง่ายกว่า ต้นทุนน้อยกว่า และพกพาง่ายกว่า ตอนนั้นใครๆก็ทำ eBook โรงพิมพ์ที่ผมคุยด้วยยังกังวล แต่ผมเลือกพิมพ์หนังสือเล่มแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

เหตุผลง่ายๆ สำหรับผมหนังสือเป็นเล่มมีเสน่ห์ มีความขลัง มีคุณค่าทางใจ และส่งผ่านพลังงานได้มากกว่า อีกอย่างถ้ามีผู้อ่านต้องการ eBook จริงๆ เราทำได้ทันทีและขายได้ทันที ผมไม่ปฏิเสธผู้อ่านอยู่แล้ว แค่ปักธงทางเดินของตัวเองให้มั่นคงด้วยหนังสือเล่ม

ในใจผมตั้งแต่ได้รับแรงบันดาลใจที่ 2 ผมไม่มีความคิดที่จะทำหนังสือทั่วๆไป ผมอยากทำหนังสือมีชีวิต หนังสือที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงหัวใจและพลังงาน หนังสือที่สร้างผลลัพธ์ให้ผู้อ่านที่ยอมเปิดใจ และผมก็ทำสำเร็จ ซึ่งตรงนี้เป็นที่มาของสโลแกนของ OHMPIANG



มันคือศิลปะ… มันคือพลังงาน… มันคือมรดก…

สรุป ผมเลือกทำหนังสือเล่มเป็นหลัก คำถามถัดไปคือ ช่องทางการขาย


เลือกช่องทางการขายหนังสือ


ผมใช้เวลาตัดสินใจเรื่องช่องทางการขายหนังสือไม่นาน ส่วนหนึ่งก็เพราะระหว่างที่ตัดสินใจ ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ 3 พอดี ตอนนั้นสอบถามไปตามช่องทางร้านหนังสือต่างๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า “ไม่ดีกว่า”

ตรงนี้ผมต้องขอบคุณพนักงานร้านหนังสือที่คุยในตอนนั้นมาก เพราะผมได้รับแรงบันดาลใจที่ 3 จากเขา

เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากที่ผมติดต่อเข้าไปสอบถาม “ความเป็นไปได้” ในการนำหนังสือแปลเล่มแรกเข้าไปขาย ผมได้พบกับ “ความเป็นไปไม่ได้” สารพัด

ก็อย่างที่เคยๆเจอนั่นแหละ อ๋อ นักเขียนหน้าใหม่แถมหนังสือแปลด้วย ราคาแนะนำไม่ควรเกิน 180 นะ มีค่าแรกเข้าเท่านี้ (ตอนนั้นน่าจะ 35,000 บาทถ้าจำไม่ผิด) มีค่าส่วนแบ่งการขาย 35% ขายไม่ได้ต้องรับกลับไป ที่ร้านอาจมีช่วยทำการตลาดด้วยการวางเป็นหนังสือแนะนำแต่มีค่าใช้จ่าย บลาๆ

ผมฟังจบก็ถามไปว่า มีทางที่ค่าพวกนี้จะต่ำลงกว่านี้ไหม? เขาว่า ถ้าเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง มีคนติดตามเยอะ ตัวเลขก็จะดีกว่านี้ ถ้าคิดว่าตัวเลขสูงไปก็ลองทำการตลาดขายเองน่าจะเหมาะกว่า

ผมวางสายแบบงงๆ และเป็นประโยคติดดาบเบาๆก่อนวางสายนี่แหละที่ทำให้ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ 3

“ถ้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักการตลาด ถ้า Scientific Advertising ที่เรากำลังแปลดีจริง ไม่มีวิธีไหนพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของหนังสือได้ดีไปกว่าการใช้ความรู้ในหนังสือเล่มนี้ ทำการตลาดเพื่อขายหนังสือเล่มนี้อีกแล้ว”

อีกอย่างเมื่อมาถึงเรื่องของตัวเลข ในหัวผมคำนวนค่อนข้างเร็ว (ตัวเลขสมมติ)

สมมติค่าพิมพ์หนังสือ 200,000 บาท ได้หนังสือ 5,000 เล่ม

เอาเข้าร้านหนังสือจ่ายค่าแรกเข้า 35,000 บาท ต้นทุนตอนนี้เพิ่มเป็น 235,000 บาท

(แปลว่าก่อนที่จะได้เงินบาทแรกต้องจ่ายไปแล้ว 235,000 บาท เฉลี่ยต้นทุนเล่มละ 47 บาท)

พนักงานใจดีแนะนำให้ขาย 180 บาท แพงกว่านี้ร้านหนังสือไม่กล้าโปรโมทให้ เขาบอกว่าไม่เสี่ยง ถ้าขายได้แบ่งร้านหนังสือ 35% = 63 บาท (ผมไม่ได้ถามเรื่องค่าหิ้ง ค่าการตลาดต่อ) บวกต้นทุน 47 บาท เหลือกำไร 70 บาท

ถ้าอยากให้เท่าทุนต้องลุ้นให้ร้านหนังสือขายให้ได้ 2,136 เล่ม หลังจากนั้นถึงจะกำไร และถ้าขายหมด 5,000 เล่มเราจะได้กำไรประมาณ 200,000 บาทซึ่งสำหรับคนอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับผม… มันไม่น่าทำเลยอาชีพนี้

เพราะคำถามแรกคือ เวลา…

เมื่อไหร่จะขายหมด? เมื่อไหร่จะได้เงิน? คิดง่ายๆผลิตหนังสือ 3 เดือน อย่างเร็วที่จะได้เงินคือเดือนที่ 4 และถ้าต้องการต้นทุนคืนบวกกำไร 200,000 บาทแปลว่าเดือนแรกเดียวต้องขายได้ 5,000 เล่ม

4 เดือนได้กำไร 200,000 บาท เท่ากับเดือนละ 50,000 บาท

คำถามที่ 2 ถ้ามันขายดีจริง เราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เพราะถ้าร้านหนังสือสั่งเพิ่มอีก 5,000 เล่ม… ก็เอาเงินต่อเงินกันไป ถ้ากำไรต่อเล่มน้อยก็มีว้าวุ่นกัน มีข้อดีคือ ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าและน่าจะขายได้ง่ายขึ้นเพราะถ้าขายหมดจริงแปลว่าติดลมพอประมาณ

ผมไม่รู้ว่าที่คิดนั้นถูกไหม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ แรงบันดาลใจที่ 3 ที่ปิ๊งแว๊บขึ้นมา

“ถ้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักการตลาด ถ้า Scientific Advertising ที่เรากำลังแปลดีจริง ไม่มีวิธีไหนพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของหนังสือได้ดีไปกว่าการใช้ความรู้ในหนังสือเล่มนี้ ทำการตลาดเพื่อขายหนังสือเล่มนี้อีกแล้ว”

หนังสือ Scientific Advertising บอกไว้ว่าเรื่องของการขายและการตลาดเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ควรฝากชีวิตไว้กับคนอื่น ร้านหนังสือมีฐานลูกค้า ได้ Awareness ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องแพคหนังสือ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง แต่เราแทบควบคุมอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเมตตาของเขาและสุดท้าย… การทำการตลาดของเราอยู่ดี



ต่อให้กำไรเยอะกว่านี้ แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกและผมต้องการพิสูจน์ความขลังของวิชาการตลาดโบราณ 100 ปี ตัวเลือกร้านหนังสือเลยต้องตัดทิ้ง ลงมือทำการตลาดเอง ขายเอง และส่งเอง ด้วยวิชาทุกอย่างบวกกับประสบการณ์ที่ได้จากหนังสือ Scientific Ad vertising ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป

ก่อนจะไปกันต่อ ผมขอชี้แจงตรงนี้ เหตุผลที่ผมไม่เอาเข้าร้านหนังสือเพราะผมต้องการพิสูจน์ความขลังของ Scientific Advertising เหนือเหตุผลอื่น ไม่ใช่ร้านหนังสือไม่ดี ถ้ามีโอกาสเอาเข้าได้ ลุยครับ ช่องทางการขายยิ่งเยอะคือ การอำนวยความสะดวกลูกค้า

สุดท้ายนี้ในส่วนของช่องทางการขายหนังสือ ผมต้องขอขอบคุณศูนย์หนังสือจุฬา แบบเปิดเผย ณ ตรงนี้ ที่พร้อมให้โอกาสผมและนักเขียนหน้าใหม่ได้มีโอกาสนำหนังสือไปวางขายด้วยอัตราที่สมเหตุสมผลมากๆ ขอบคุณจริงๆครับ


การตั้งราคา


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่เรื่องที่ทำให้หนังสือ Scientific Advertising และอีกหลายเล่มเกือบพิมพ์ไม่เสร็จทัน Deadline คือเรื่องราคา

ข้อมูลทุกอย่างในตอนนั้นบอกผมว่า หนังสือแปล นักแปลโนเนม หนังสือการตลาดตกยุค ไม่ควรราคาแพงกว่า 185 บาท

ลองคุยกับคนที่เคยทำหนังสือของตัวเองเขาก็บอกว่า ถ้าอยากขายได้มากกว่า 3,000 เล่ม ราคาห้ามเกิน 200 บาท

วินาทีสุดท้ายของวัน Deadline ในการไฟเขียวให้โรงพิมพ์เริ่มพิมพ์หนังสือ ผมจำได้ว่าพิมพ์ 185 บาทและลบทิ้ง ใส่เป็น 325 บาทแทน ส่งให้ Scientific Advertising ขึ้นแท่นหนังสือแปลความหนาไม่ถึง 200 หน้าที่มีราคาสูงที่สุดทันที

ผมจำได้ว่า ทีมงานของผมรวมถึงโรงพิมพ์ถามย้ำมาว่า “จริงหรอ?”

ผมตอบว่า “เอาจริง 325 บาทไม่รวมค่าส่ง พิมพ์ไปเลย” เพราะวินาทีนั้นผมได้แรงบันดาลใจที่ 4 พอดี

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีหนังชื่อ Daredevil ผมจำเนื้อหาหนังไม่ได้ แต่ผมจำโฆษณาได้แม่น

หัวหน้ามาเฟียถามนักฆ่าที่เขาจ้างมาจัดการกับพระเอกว่า “เอ็งจะทำให้คนที่ไม่รู้จักความกลัว กลัวอะไรได้ยังไง”

นักฆ่าตอบว่า “ก็แค่เอาความกลัวไปใส่ในหัวใจของมัน”

ถึงสุดท้ายพระเอกจะชนะ และคำพูดของนักฆ่าก็เป็นแค่คำพูดเท่ห์ๆ แต่มันกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ 4 ของผม

“ใส่ความต้องการหนังสือเล่มนี้เข้าไปในหัวใจของลูกค้า”

คือผมนึกไม่ออกจริงๆนะว่าจะใช้เหตุผลอะไรขายหนังสือการตลาดโบราณราคา 375 บาทที่แปลโดยนักแปลโนเนมไม่มีใครรู้จัก แต่ในฐานะ Direct Response Copywriter เรื่องนี้เป็นพื้นฐานของวิชา “ลูกค้าซื้อด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล”

อีกอย่างมันเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวด้วย เพราะการตั้งราคาหนังสือ สำหรับผมมันไม่ใช่แค่ราคาหนังสือ มันคือการตั้งราคาผลงาน ผมไม่ได้กำลังขายหนังสือ ผมกำลังขายผลงานที่ใช้ทั้งทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ขึ้นมา ผลงานที่จะไปสร้างผลลัพธ์ทางการตลาดให้เจ้าของธุรกิจจำนวนมากด้วยหลักการที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว

ดังนั้นป้ายราคา 185 บาทไม่เป็นผลดีกับใคร จะตั้ง 185 หรือ 500 บาท ผมก็ใช้ความพยายามในการทำการตลาดระดับเดียวกันอยู่ดี ชั่งน้ำหนักทุกอย่างแล้ว 375 บาทรวมค่าส่งแล้วโลด

ตัดภาพกลับมาปัจจุบัน (2023) ประสบการณ์ของผมมากขึ้น วันนี้ผมมาบอกกับท่านเรื่องของการตั้งราคา

“ท่านลืมทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับการตั้งราคาให้หมดได้เลย แล้วถามหัวใจตัวเอง ตั้งตามความพอใจไปเลย ถ้าท้ายที่สุดแล้วสินค้าหรือบริการของท่านสร้างความพึงพอใจมากกว่าราคาที่ตั้ง ท่านจะตั้งเท่าไหร่ ท่านตั้งไปเลยครับ”


การขายและการตลาด


ตอนนี้ในมือผมมีสินค้าเป็นหนังสือแปล = หนังสือการตลาดระดับตำนาน Scientific Advertising

ตอนนี้ช่องทางการขาย = ออนไลน์

ราคา = 375 บาท (รวมส่งแล้ว)

วันที่หนังสือพิมพ์เสร็จไฟนอลเรียบร้อย ถัดจากนี้อีก 1 เดือน ผมต้องการ 2 อย่างและต้องการเร็วที่สุด

  1. คืนทุนตั้งแต่ก่อนหนังสือเสร็จ

  2. ทดสอบแอดโฆษณาก่อนเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ

มีเพียงวิธีเดียวที่ยิงนัดเดียวได้ทั้ง 2 อย่างที่ผมต้องการคือ เปิดพรีออเดอร์

สถานการณ์ตอนนี้คือ ผมไม่ต้องการใช้เงินในการทำการตลาดอีก เพราะเงินเติมลงไปที่ค่าพิมพ์หนังสือหมดแล้ว อย่างเดียวที่ผมทำได้คือ Content Marketing ผมเริ่มทำ Content ด้านวิชาการตลาดโบราณและการเขียนโฆษณาเพื่อสร้าง Awareness ให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่ากำลังจะมีหนังสือแปลการตลาดระดับตำนานออกมา

เป้าหมายของ Content คือ ให้คนรู้ว่าจะมี และวันที่เปิดพรีออเดอร์ ระหว่างนั้นผมใช้วิชา Copywriting ที่สั่งสมมาเขียน Copy เตรียมไว้สำหรับวันเปิดพรีออเดอร์

ผมจำได้ว่าเมื่อจบช่วงพรีออเดอร์ ด้วยกลยุทธ์ Content Marketing + วิชา Copywriting ผมคืนทุนค่าพิมพ์หนังสือและได้กำไรมาประมาณ 8,000 บาท รวมทำ Content ไปประมาณ 10 Content มี Viral 2 Content และใช้ Copy ทั้งหมด 2 เวอร์ชั่น ใช้เงินยิงแอดไป 2,000 บาท

ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลย หลังจากหนังสือชุดแรกส่งถึงมือลูกค้าที่สั่งพรีออเดอร์ ผมก็เปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ แอดโฆษณาเดิมที่ใช้ทำยอดได้เฉลี่ยวันละ 10-20 เล่ม ใช้เงินยิงแอดวันละ 300 บาท

กฎของ Direct Marketing และ Copywriting คือ หา Copy ทำเงินที่ใช้ได้อย่างน้อย 10 ปี ดังนั้นต้องทดสอบไปเรื่อยๆ เขียนใหม่ ทดสอบ ติดตามผล เขียนใหม่ ทดสอบ ติดตามผล ผมทำเช่นนี้จนเจอ Copy ที่ทุกวันนี้ยังคงใช้อยู่ Copy นี้น่าจะเป็นแอดโฆษณาขายของที่มียอดแชร์เยอะที่สุดแล้ว ทำยอดในช่วงแรกเฉลี่ยวันละ 60-80 เล่ม ใช้เงินยิงแอดวันละ 300 บาทเช่นเดิม



ทุกอย่างที่ผมใช้ตั้งแต่วันที่เริ่มทำการตลาดหนังสือครั้งแรก จนถึงรับงานเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ธุรกิจ จนถึงตอนนี้ ผมได้รับจากหนังสือ Scientific Advertising ทั้งสิ้น ครูการตลาดของผมทุกคนบอกว่าพวกเขาเริ่มต้นจากหนังสือเล่มนี้ และผมในวันนี้ก็มาบอกกับพวกท่านว่า ความสำเร็จในการทำการตลาดของผมทั้งหมดเกิดจากหนังสือเล่มนี้

มันยังได้ผลอยู่และจะได้ผลตลอดไป เรื่องการตลาดถ้าไม่อยากเชื่อผม ไม่มีปัญหา แต่อย่างน้อยๆ เชื่อตำนานอย่าง David Ogilvy สักหน่อยก็ได้ครับ เพราะ David Ogilvy พูดกับพนักงานใหม่ทุกคนว่า

“ไม่มีใครควรได้รับอนุญาตให้ยุ่งกับการขายและการตลาด
ถ้ายังอ่านหนังสือ Scientific Advertising ไม่ครบ 7 รอบ”

ผมขอแนะนำอย่างยิ่ง >> หนังสือ Scientific Advertising


บทสรุป


แม้จะมีผลงานออกมาเกิน 50 เล่มแล้ว แต่ผมยังรู้สึกตัวเล็กมากๆในวงการสิ่งพิมพ์ ในฐานะนักเขียนผมยังคงรู้สึกอ่อนน้อมต่อหน้านักเขียนรุ่นพี่และนักเขียนรุ่นน้องหลายคน

ผมไม่ได้เขียนคู่มือนี้ขึ้นเพราะผมสำเร็จยิ่งใหญ่ ผมเขียนเพราะผมลั่นสัจจะเอาไว้ว่า วันหนึ่งผมจะเขียนและวันนี้ผมก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองแล้ว

ผมไม่รู้ว่าความสำเร็จในวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์วัดกันที่ไหน เงิน? ชื่อเสียง? รางวัล? การยอมรับ? คุณค่า?

สำหรับผม ความสำเร็จของผมในฐานะนักเขียนเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่วันหลังจากที่เจ้าของหนังสือ Scientific Advertising ได้รับหนังสือและส่งคำขอบคุณเข้ามา นับตั้งแต่วันนั้นไม่มีสักวันที่ผมไม่ได้อ่านข้อความดีๆจากผู้อ่านที่ไว้ใจผลงานของ OHMPIANG สำหรับผมนี่แหละความสำเร็จ

ขอบคุณลูกค้าและผู้อ่านทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนังสือ Scientific Advertising จนถึงตอนนี้ พวกท่านคือส่วนหนึ่งของ OHMPIANG และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดคู่มือนี้ขึ้นมา

ขอบคุณที่อ่านจนจบ คู่มือ Self-Publishing นี้แด่ผู้มีความฝันทุกคนครับ

OHMPIANG
ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

View Details



(หมายเหตุ – บทความนี้เป็นบทความที่ 3 ในซีรี่ย์ OHMPIANG SELF-PUBLISHING 101)

ท่านสามารถอ่านบทความที่ 1 ได้ที่ >> OHMPIANG SELF-PUBLISHING GUIDE 101
และบทความที่ 2 ได้ที่ >> Part 2: ขั้นตอน กระบวนการ ก่อนจะเป็นหนังสือของ OHMPIANG


ตอนที่แล้วผมพูดเรื่อง Mindset สำคัญในการเขียน รวมไปถึงกระบวนการ แนวคิดและวิธีที่ผมใช้ในการเขียนหนังสือทุกเล่มของ OHMPIANG ตอนนี้ผมจะพูดถึงขั้นตอนสำคัญก่อนการส่งโรงพิมพ์ นั่นคือการตรวจคำผิดและจัดรูปเล่ม ซึ่งผมและทีมงานใช้เวลากับส่วนนี้นานพอๆกับกระบวนการเขียน

หลังจากที่ไฟล์ต้นฉบับเสร็จแล้ว ผมจะส่งไปให้ทีมจัดรูปเล่มทำงานต่อ เผื่อท่านจริงจังในการพิมพ์จริงๆ โรงพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่รับไฟล์ PDF นะครับ ผมไม่รู้ว่า Print on demand รับไหมเพราะผมไม่เคยใช้บริการ ถ้าท่านส่งไฟล์ .doc ไปบางโรงพิมพ์จะมีบริการจัดรูปเล่มและแปลงไฟล์ให้ (มีค่าใช้จ่าย)

คำแนะนำคือ บริหารเวลาดีๆ เพราะขั้นตอนนี้นานแน่นอน ส่วนเรื่องโรงพิมพ์ไหนดี อันนี้ผมขอไม่พูดถึง ทุกโรงพิมพ์มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ไม่มีที่ไหน Perfect สำคัญคือ ทำงานร่วมกันแล้วสบายใจและให้เกียรติงานของเรา

กลับมาที่กระบวนการตรวจคำผิดและจัดรูปเล่มก่อนส่งโรงพิมพ์ ผมขอยกตัวอย่างหนังสือเล่มล่าสุด Think and Grow Rich OHMPIANG Edition เพราะเพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือนและเป็นการทำงานที่เข้มข้นมากๆ ด้วยความที่ตั้งใจให้เป็นหนังสือระดับ Masterpiece ด้วย ทุกอย่างเลยเข้มข้นมาก

ปกติแล้วการตรวจคำผิดและจัดเรียงรูปประโยคเป็นหน้าที่หลักของบรรณาธิการ แต่นั่นหมายถึงต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้าท่านรับตรงนี้ไหว ผมแนะนำให้ใช้บริการเลยครับ บรรณาธิการเก่งๆช่วยประหยัดเวลาและความปวดหัวให้ท่านได้เยอะมาก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มยังไม่อยากมีต้นทุนเพิ่มไปกว่านี้ ผมมาบอกท่านว่ากระบวนการนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลย ท่านแค่ต้องมีความเพียรพยายาม อดทน และใส่ใจ

หนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ไม่ได้ใช้บริการบรรณาธิการ ผมและทีมงานทำกันเองทุกขั้นตอน เพราะหนังสือเล่มนี้มีจังหวะในการอ่านเฉพาะตัว ดังนั้นผมต้องกำกับเองทุกขั้นตอน และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้อ่านหนังสือระดับตำนานเล่มนี้มากกว่า 10 รอบในเวลา 1 เดือน เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ

หลังจากที่ส่งไฟล์ต้นฉบับให้ทีมจัดรูปเล่มทำงาน ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ เมื่อทีมจัดรูปเล่มทำงานเสร็จ งานที่แท้จริงของการพิมพ์หนังสือถึงเริ่มต้นขึ้น เพราะแม้เราจะโน้ตกำกับไปดีแค่ไหน ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้

ผมอ่านงานที่จัดรูปเล่มเสร็จแล้วผ่านๆ 1 รอบ มาร์คคำผิด เว้นวรรค เว้นบรรทัด และไอเดียจัดรูปเล่มที่เจอระหว่างทางเอาไว้ จากนั้นลงมืออ่านทีละคำแบบออกเสียงอีกครั้ง เพราะมันต่างกัน เวลาอยู่ในไฟล์ .doc กับหลังจัดรูปเล่มมาแล้วมันต่างกัน รูปแบบต่างกัน และความรู้สึกต่างกัน

ขั้นตอนนี้ผมจะส่งไปทีละหน้าเลย อ่านเสร็จหน้านี้วงคำผิด วงเว้นวรรคผิด วงเว้นบรรทัดผิด วงขึ้นย่อหน้าใหม่ วงทุกอย่างที่ต้องปรับแล้วส่งให้ทีมจัดรูปเล่ม หน้าไหน Perfect แล้วก็ไม่ส่ง ส่งไปเฉพาะหน้าที่ต้องแก้

อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในขั้นตอนนี้คือ Samsung Note แบบที่มีปากกา ดึงปากกาออกมา Screen Write ได้เลย ชีวิตง่ายขึ้นมากจริงๆ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ผมเป็นสาวก Apple ด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้ขอบคุณ Samsung

ถึงตรงนี้ผมอ่านหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ที่ผมแปลซ้ำไป 3 รอบแล้วในเวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์ คราวนี้หลังจากทีมจัดรูปเล่มแก้ไขเสร็จ เป็นหน้าที่ของทีมงานที่จะเริ่มเข้ามาช่วยตรวจคำผิด ผมให้ทีมงานทุกคนไม่เกี่ยงหน้าที่อ่านทุกหน้า ทุกตัวอักษรอีกครั้ง จากนั้นส่งให้ทีมจัดรูปเล่มปรับ และส่งมาให้ผมตรวจความเรียบร้อยอีก 1 รอบ

สิ่งที่มันทำให้รู้สึกเหนื่อยมากในขั้นตอนนี้คือ ต่อให้แก้ไปแล้ว ปรับไปแล้ว ทุกครั้งที่ตรวจมันจะมีจุดใหม่เพิ่ม บางครั้งจำนวนมากกว่ารอบแรกด้วยซ้ำ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม อย่างว่ามือสมัครเล่น… แต่ไม่มีใครยอมแพ้ ตรวจมันจนกว่าวงกลมสีแดงจะไม่มี

อาจฟังดูแปลกๆ แต่หนังสือทุกเล่มผมให้ความสำคัญกับความไหลลื่น อ่านง่าย สบายตาในการอ่านเหนือสิ่งอื่นใด โชคดีที่ทีมงานของผมไม่เกี่ยงเรื่องช่วยตรวจคำผิดทำให้ผมทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับการตรวจเว้นวรรค เว้นบรรทัด เช็คพลังงาน และเช็คย่อหน้าได้เต็มๆ

ด้วยความที่ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition มี 656 หน้า เราอยู่ในขั้นตอนนี้ประมาณ 1 เดือน เป็น 1 เดือนที่ผมไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากตรวจต้นฉบับ หลังจากที่มั่นใจในระดับหนึ่งแล้วก็ได้เวลาส่งโรงพิมพ์

ตอนนี้เราเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว…

โรงพิมพ์เมื่อได้รับต้นฉบับจากฝั่งเราแล้ว เขาจะเอาไปเช็คก่อน ซึ่งตรงนี้ใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ จากนั้นโรงพิมพ์จะส่งต้นฉบับเวอร์ชั่นแรกก่อนเข้าแท่นพิมพ์มาให้ตรวจ ซึ่งแน่นอนว่าเราใช้กระบวนการเดิมอ่านมันทุกตัว อ่านมันออกเสียง และวงจุดที่ต้องแก้ไข แต่คราวนี้วงกลมน้อยลงไปเยอะมากแล้ว จากหลายร้อยวงในตอนเริ่มต้นเหลือไม่ถึงสิบวง

ย้ำอีกครั้ง ความจริงมันอาจไม่ต้องถึกขนาดนี้ก็ได้ และผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเลย ดีเสียอีกผมได้อ่านหนังสือดีๆซ้ำๆ ทีมงานของผมก็ได้อ่านหนังสือดีๆซ้ำๆ ผมว่ามันไม่ง่ายนะที่จะมีโอกาสให้คนในทีมได้อ่านหนังสือดีๆแบบตั้งใจระดับนี้

อาจด้วยเหตุผลนี้เอง ทีมงานของ OHMPIANG ได้รับคำชมเรื่อง Service Mind มาตลอด พวกเราเติบโตทุกครั้งที่มีหนังสือเล่มใหม่ออกมา มันชัดเจนมาก

ช่วงที่สำคัญที่สุดคือ วันที่โรงพิมพ์ส่งต้นฉบับตัวจริงมาให้ตรวจ “รอบสุดท้าย” ก่อนเข้าแท่นพิมพ์ เช่นเคยทุกคนในบริษัทถูกเกณฑ์มาช่วยกันตรวจ ช่วยกันอ่าน เมื่อแน่ใจที่สุดแล้วเราจะคอนเฟิร์มกับโรงพิมพ์และหลังจากนั้นก็รอหนังสือเสร็จ ระหว่างรอก็เอาเวลาไปทำการตลาดได้เต็มที่

ท่านสามารถสัมผัสความทุ่มเทของผมและทีมงานได้ที่ >> https://ohmpiang.com/think-and-grow-rich

Part ต่อไปว่าด้วย ช่องทางการขาย การตั้งราคา และการตลาด

View Details



(หมายเหตุ – บทความนี้เป็นบทความที่ 2 ในซีรี่ย์ OHMPIANG SELF-PUBLISHING 101)

ท่านสามารถอ่านบทความที่ 1 ได้ที่ >> OHMPIANG SELF-PUBLISHING GUIDE 101


ความเดิมตอนที่แล้ว…

ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ 2 ที่เป็นแรงบันดาลใจต่อยอดจากแรงบันดาลใจที่ 1 ที่ได้รับจากแม่เพื่อนสนิท แต่ติดที่คำถามสำคัญ “ผมไม่อยากทำหนังสือน่าเบื่อ… ผมอยากทำหนังสือที่ตัวเองสนุกที่ได้ทำ คนอ่านสนุกที่ได้อ่าน โดยมีของแถมคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น”

ผมจึงเริ่มทำ Market Research ด้วยกลุ่มเป้าหมายคนเดียว… ตัวผมเอง

ถามว่าถูกต้องไหมเนี่ย เอ็งเรียกตัวเองว่าเป็นนักการตลาด ผมก็ไม่รู้ว่าถูกต้องไหม แต่ถ้าวันหนึ่งต้องสอนลูกหลาน ผมจะบอกให้ใช้วิธีที่ฉลาดกว่านั้น

ประเด็นสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ทำ Market Research แบบไหน ประเด็นสำคัญของเรื่องคือ ผมอยากทำให้มันไม่น่าเบื่อและผมมีแรงบันดาลใจในการทำ ต่อให้ผมไม่มีข้อมูลการตลาด ผมก็ทำอยู่ดี เพราะจนถึงตอนนี้ในฐานะนักการตลาด ผมไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความศรัทธาในการทำ Market Research เลย ถ้าข้อมูลนั้นไม่ได้มาจากกลุ่มเป้าหมายที่เคยจ่ายเงินให้ผมแล้ว

ผมไม่เชื่อในความถูกต้องข้อมูล ผมไม่เชื่อในกระบวนการเก็บข้อมูล ผมไม่เชื่อความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่ต้องทำทุกอย่างตอนนั้นเป็นผมเอง ผมรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองดี ที่สำคัญผมรู้ว่าถึงมีข้อมูลก็เท่านั้น ครั้งนี้ข้าจะทำตามใจให้สุดทาง

อย่าลืมนะ ผมกำลังจะแปลหนังสือการตลาดโบราณอายุเกิน 100 ปีที่คนเขียนไม่เป็นที่รู้จักในไทย พูดถึงความสำคัญของคูปองและการทำการตลาดข้าวโอ้ต ในโลกที่ทุกคนตื่นเต้นกับการทำการตลาดออนไลน์ จะให้ผมทำ Market Research แบบไหนดี

ตรงนี้แหละที่แรงบันดาลใจสำคัญกว่าความรู้ เพราะเซลล์ความรู้ทุกเซลล์ในร่างกายตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใครมันจะไปเสี่ยงเรียนรู้วิชาการตลาดตกยุค” ในขณะที่แรงบันดาลใจตอบว่า “แล้วไง?”

สรุปจบที่ Market Research กับตัวเอง มันเรียบง่ายและรวดเร็วมาก เพราะใช้คำถามแค่ 2 ข้อเท่านั้น

“คุณเจษครับ หนังสือที่คุณเจษชอบเป็นแบบไหน และหนังสือที่คุณเจษไม่ชอบเป็นแบบไหน?”

คำตอบของผมคือ “ผมไม่ชอบหนังสือที่ทุกหน้าต้องมีรูปภาพหรือรูปถ่ายคนเขียน…”

ดังนั้นหนังสือของเราต้องมีรูปภาพน้อยที่สุดถึงไม่มีเลย ตกแต่งตามขอบ ตามหัวข้อ ตอนเริ่มบทได้ แต่ถ้าต้องใส่รูปทุกๆ 3-5 หน้า ลืมไปได้เลย

ครั้งแรกที่โรงพิมพ์เห็นต้นฉบับ Scientific Advertising เขา Comment กลับมาเลย “ใส่รูปเถอะ หนังสือสมัยนี้ใส่รูปกันหมด มันสวยกว่า” ผมตอบไปว่า “ผมไม่ได้อยากทำหนังสือสวยให้คนเขียนดูดี ผมอยากทำหนังสือที่เป็นหนังสือ หนังสือที่ตัวเอกคือผู้อ่าน ไม่ใช่ผู้เขียน”


กว่าจะเป็นหนังสือของ OHMPIANG


เคยได้ยินที่เขาบอกๆกันไหมว่า “เขียนอ่ะง่ายที่สุด”

มันไม่จริง…

ทุกวันนี้ผมยังคิดอยู่เลยว่า ไม่ว่าจะเขียนหรือแปล มันไม่ง่าย มันคือความท้าทาย มันต้องใช้ความเพียรพยายาม และผมก็ดีใจมากที่ตัวเองยังรู้สึกแบบนั้น เพราะมันทำให้ผมไปต่อได้

ประสิทธิภาพการทำงานของผมอยู่ที่โดยเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งผมจะแปลได้ 3,000 – 6,000 คำ (เขียนก็เช่นกัน) ถ้าอัดจริงๆ 10,000 คำไม่มีปัญหาเพราะทำบ่อยตอนต้องเร่งต้นฉบับ

หนังสือ 100 หน้าจะต้องเขียนประมาณ 15,000 – 20,000 คำ ถ้าอยากทำหนังสือ 500 หน้าก็ 100,000 คำ (ประมาณคร่าวๆ) ถ้าใส่รูปก็ไม่ต้องเขียนเยอะ ตรงนี้เป็นเหตุผลที่เขาชอบใช้รูปกันหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ

จากตัวเลขที่ผมให้ นั่นแปลว่า ถ้าจะทำหนังสือ 200 หน้าสักเล่ม (40,000 คำ) น่าจะใช้เวลาเขียนประมาณ 12 วันใช่ไหม? ทางทฤษฎีแล้วใช่ ควรเป็นเช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะผมเองไม่ได้เขียนได้แบบนั้นทุกวัน คือถ้าแปลตรงตัวอะ ทำได้สบายมาก 20,000 คำต่อวันก็ชิว แต่ผมไม่อยากทำหนังสือแปลแบบนั้นไง

ผมเป็น Copywriter ก่อนเป็นนักเขียนและก่อนเป็นนักแปล ทุกตัวอักษรสำคัญหมด ทุกการจัดเรียงสำคัญหมด

ต่อไปนี้คือทุกอย่างที่ผมทำกว่าจะเป็นหนังสือของ OHMPIANG แต่ละเล่ม

ผมกล้ามองตาของผู้อ่านทุกคนและบอกเขาว่า “หนังสือทุกเล่มถ้าผมเขียนเองมาจากการกลั่นประสบการณ์ตรงของตัวเอง และถ้าเป็นหนังสือแปล ผมรับประกันว่าผมใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองเพื่อพิสูจน์ว่ามันใช้ได้จริงให้ท่านแล้ว”

ยกตัวอย่าง ชุดการตลาดสร้างตำนาน ที่มี 3 เล่ม Scientific Advertising, Adams และ Tested Selling ผมทดสอบ เก็บผลลัพธ์ ทดสอบ เก็บผลลัพธ์อยู่หลายปี ทดสอบจนมั่นใจว่าวิชาการตลาดโบราณยังใช้ได้ผลในยุคสมัยใหม่ และจะใช้ได้ผลตลอดไป ผมเลยแปลและตีพิมพ์

หนังสือ The Science of Getting Rich, As a man thinketh, The Richest Man in Babylon, The Power of Your Subconscious Mind และ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ก็เป็นหนังสือช่วยชีวิตที่ผมอ่านซ้ำไปซ้ำมาตอนวิกฤติ ผมเลยแปลและตีพิมพ์

มาถึงตรงนี้ผมบอกเลยว่าเสียดาย… เสียดายหนังสือแปลหลายเล่มในตลาดที่แปลเน้นแค่ความถูกต้องของคำศัพท์แต่ไม่เน้นความเข้าใจ ซึ่งตรงนี้เองกลายเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ของหนังสือที่ผมทำ ถ้าเล่มไหนไม่สร้างผลลัพธ์ ถ้าเล่มไหนผมไม่เข้าใจ ถ้าเล่มไหนผมย่อยออกมาเล่าให้เด็ก 5 ขวบฟังแล้วเข้าใจง่ายๆไม่ได้ ผมจะไม่แปล และผมจะไม่พิมพ์ ให้คนที่เขาเหมาะสมกว่าเป็นคนทำ

วันแรกที่เริ่มลงมือแปลหนังสือ Scientific Advertising แม้ว่าผมจะอ่านจบไปมากกว่า 30 รอบแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมไม่ได้เริ่มลงมือแปลทันที ผมอ่านทบทวนอีก 1 รอบจากนั้นไปนั่งสมาธิ

นั่งสมาธิเพื่อบอกกล่าวและขออนุญาตเจ้าของวิชา ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะได้ยินผมไหม แต่สิ่งหนึ่งเลยที่ครูบาอาจารย์ของผมเน้นมากคือ “ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์เจ้าของวิชา” ดังนั้นหนังสือทุกเล่มถ้าเป็นหนังสือแปล ผมจะตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวขออนุญาตเจ้าของวิชาเสียก่อน เล่มไหนไม่ได้ทำจะมีเหตุการณ์แปลกๆให้เห็นเป็นสัญญาณ จนกว่าจะรู้ตัว

ผมเชื่อในเรื่องวิชา ผมเชื่อในเรื่องความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ทุกอย่างที่ผมใช้มาตลอดล้วนเป็นวิชาของครูบาอาจารย์ ผมไม่เคยเห็นใครที่ไม่ให้เกียรติครูบาอาจารย์หรือผู้มีพระคุณทำอะไรได้นาน เดี๋ยวก็ต้องมีอันให้ล้มเลิก เดี๋ยวก็ต้องไปทำอย่างอื่น เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ทำงานไม่ได้


Mindset และขั้นตอนการเขียน


เรื่อง Mindset การเขียนและการแปลที่มี ผมต้องให้เครดิตอัพไลน์ของผมแบบเต็มๆ

คำสอนที่พี่บัณฑิต อึ้งรังษีให้วันแรกที่ได้ร่วมงานกันยังคงชัดเจนในหัวใจทุกครั้งราวกับเพิ่งได้ยิน

“น้องต้องเขียนให้คนอ่านไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย เขียนให้กระชับอย่ายืดเยื้อ คำสร้อย คำเชื่อม ตัดทิ้งได้ตัด มันน่าเบื่อ คนอ่านเขาไม่มีเวลากัน”

ขอบคุณคำสอนนี้จากหัวใจ ขอบคุณที่เปิดโอกาสนี้ให้ผม ผมได้รับอะไรมากมายจากคำสอนนี้ และขอส่งต่อให้ทุกคนที่คู่ควรได้เห็นคำสอนนี้

ทุกงานเขียนของผมทำตามคำสอนนี้แบบเคร่งครัดและมากกว่า เพราะผมต้องการเพิ่มความสนุกและความลึกซึ้งลงไปในผลงาน

เพื่อให้สนุก มันต้องไม่น่าเบื่อ รูปภาพเราตัดทิ้งไปแล้ว ลำดับต่อไปคือการจัดเรียงประโยค ผมคิดว่าประโยคยาวๆน่าเบื่อ มันเหมือนอาหารจานโตๆที่เต็มไปด้วยของอร่อย แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเอาของอร่อยมาผสมกัน…

มันไม่น่ากิน และเผลอๆ ไม่อร่อยไปเลย

หนังสือของ OHMPIANG ทุกเล่มเป็นของอร่อยอยู่แล้ว ผมแค่เอามาจัดเรียงให้ทานง่ายขึ้น แบบร้านอาหาร Michelin ที่เสิร์ฟอาหารเป็นคำเล็กๆ และเป็นลำดับ

ในแต่ละย่อหน้าของหนังสือ OHMPIANG จะพยายามให้อยู่ที่ 4-6 บรรทัด แต่ละประโยคจะพยายามไม่ให้ยาวเกินไป ยาวเกินไปคืออะไร? เอาอะไรมาวัดว่ายาวเกินไป? ผมไม่รู้ ผมตกภาษาไทย การใช้ไม้ยมก (ๆ) ผมยังต้องเปิด Google เช็คบ่อยๆ ผมใช้วิธีตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวผมนี่แหละวัด

เมื่อผมเขียนหรือแปลเสร็จย่อหน้าหนึ่ง ผมจะอ่านออกเสียงเพื่อเช็คความไหลลื่นของการอ่านว่า ไหลลื่นไหม เป็นธรรมชาติไหม หุ่นยนต์ไปไหม สุดลมหายใจตรงไหน ผมเว้นวรรค ตรงไหนฟังแล้วดูจบประโยค ผมเว้นวรรค ตรงไหนฟังแล้วดูต้องเน้น ผมเว้นวรรค ไม่ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ ไม่ก็ขึ้นย่อหน้าใหม่ไปเลย ทำเช่นนี้ทุกย่อหน้า ด้วยเหตุผลนี้เอง หนังสือทุกเล่มของ OHMPIANG ถึงได้รับคำชมว่า “อ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย อ่านแล้วเหมือนมีคนมานั่งเล่าให้ฟังมากกว่า” บ่อยมาก

ผมภูมิใจ ทีมงานของผมก็ภูมิใจ เราน้อมรับและขอขอบคุณสำหรับทุกคำชม พวกเราทำงานกันหนักในกระบวนการนี้จริงๆ ที่สำคัญกระบวนการนี้ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินจ้างบรรณาธิการเพิ่ม

และในส่วนที่ผมบอกว่าต้องการเพิ่มความลึกซึ้ง

ผมทำโดยการอ่านซ้ำทั้งย่อหน้าอีกครั้ง และเรียบเรียงใหม่โดยใส่ความเป็นตัวเอง ใส่อัตลักษณ์ของตัวเองลงไปด้วย พูดง่ายๆแปลไทยเป็นไทยให้ไปเลยในสไตล์ของผมเอง

ผมต้องการ Connect กับผู้อ่าน และวิธีนี้ช่วยให้ผม Connect กับผู้อ่านทุกคนได้เป็นอย่างดี ดูได้จากคำชมที่บอกว่า “มันไม่เหมือนอ่านหนังสือ มันเหมือนอ.เจษมานั่งเล่าอะไรดีๆให้ฟัง”

ถามว่าจริงๆแล้วมันต้องยุ่งยากขนาดนั้นไหม? ผมว่าไม่ต้องขนาดนั้นหรอก แต่ผมบอกตัวเองเสมอ เราไม่ใช่ผู้เล่นใหญ่ เราเป็นแค่ Self Publisher ตัวเล็กๆที่คำผิดคำเดียว หรือการอ่านแล้วติดๆขัดๆนิดเดียวก็ส่งผลต่อความพอใจของผู้อ่านแล้ว ดังนั้นเราต้องทุ่มเต็มที่เพื่อผู้อ่าน เพื่อความภูมิใจของตัวเอง และเพื่อให้เกียรติเจ้าของวิชาที่เราไปเอาของเขามาแปล

ตอนต่อไปผมจะพูดถึงเรื่อง ขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งโรงพิมพ์

View Details



บทความ (คู่มือ) นี้ถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์เฉพาะตัว 8 ปีของการตีพิมพ์หนังสือของตัวเอง (Self-Publishing) เขียนเพื่อผู้ที่สนใจอยากรู้กระบวนการ เขียนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และเขียนเพื่อคนมีความฝันว่าชีวิตนี้อยากเขียนหนังสือของตัวเองสักเล่มก่อนจากโลกนี้ไป

(หมายเหตุ – คู่มือนี้อยู่ในซีรี่ย์ OHMPIANG SELF-PUBLISHING 101 มีด้วยกัน 4 ตอน)


คำนำจากธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ (เจ้าของบทความ)


สวัสดีครับ ผมธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ วันที่ผมนั่งเขียนบทความ (คู่มือ) ผมกำลังวางแผนแปลหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งจะเป็นหนังสือเล่มที่ 17 ที่จะได้รับการตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ OHMPIANG (วางแผนเปิดจองกลางปี 2024)

แต่ถ้านับรวมทั้งหมด รวมหนังสือที่ผมไปมีส่วนร่วมแปล รวมจดหมายรายเดือนที่ผมเขียน รวมหนังสือเสียงที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม ตัวเลขจะอยู่ที่ราวๆ 50 เล่ม

ผมเริ่มพิมพ์หนังสือเล่มแรก Scientific Advertising เมื่อปี 2016 ตอนนี้ 2023 ผ่านมา 8 ปีเฉลี่ยปีละประมาณ 6 เล่มนิดๆ ก็น่าจะพอสร้างความน่าเชื่อถือและความสบายใจให้ท่านที่ฝันอยากตีพิมพ์หนังสือด้วยตัวเองได้บ้าง

ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ทำงานชิวๆมาตลอด แต่พอได้เห็นตัวเลขผลงานเฉลี่ยปีละ 6 เล่ม ตก 2 เดือนจะมีผลงานออกมา 1 เล่ม เราก็เป็นคนทำงานหนักพอใช้ได้นะเนี่ย

ผมหลงใหลการเขียนตรงนี้แหละ บางทีสมองน้อยๆของผมตกผลึกชีวิตไม่ทัน ต้องใช้การเขียนช่วยทบทวนอีกแรง ก็ต้องขออภัยผู้ติดตามที่โดนหลอกให้เข้าใจผิดคิดว่าผมทำงานสบายๆมีรายได้เข้าชิวๆไม่ต้องทำงานหนักอะไรด้วย ขออภัยที่ผมทำให้เข้าใจเช่นนั้น จากตัวเลขแล้วมันไม่ใช่เลย ผมทำงานหนักพอควรเลย หลังจากนี้ผมน่าจะต้องเปลี่ยนจุดขายพอสมควร

เกริ่นนำกันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหากัน ผมอยาก Set tone เพื่อให้ท่านเตรียมตัว เตรียมใจ และป้องกันตัวเองจากความคาดหวังที่ทึกทักไปเองถูก

ลำดับที่ 1 บทความ (คู่มือ) นี้เป็นความตั้งใจตั้งแต่วันแรกที่ผมพิมพ์หนังสือเล่มแรก ว่าวันหนึ่งหากสิ่งที่ผมทำได้ผลและเรามีความสำเร็จในระดับหนึ่ง ผมจะทำคู่มือให้คนที่สนใจ เพราะผมเชื่อในเรื่องกฎการให้ กฎการรับ และกฎการจ่าย

ลำดับที่ 2 บทความ (คู่มือ) นี้ไม่ใช่คำเชื้อเชิญ การป้ายยา หรือการโฆษณาคอร์สสอนผลิตหนังสือ คอร์สเขียนหนังสือ หรือบริการรับเขียน รับตีพิมพ์หนังสือแต่อย่างใด ท่านสบายใจได้ ถึงผมจะเคยออกมาสอนเรื่องการเขียนโฆษณา (Copywriting) ผมไม่คิดว่าตัวเองสอนใครเขียนหนังสือหรือแปลหนังสือได้ ผมเคยคิดว่าตัวเองจะสนุกกับการเขียนให้คนอื่น แต่ไม่เลย… สิ่งที่ได้รับคือบทเรียนที่ดีมากๆ ส่วนเรื่องการรับพิมพ์หนังสือนั้น ไม่เคยอยู่ในหัว

ลำดับที่ 3 ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นนักเขียนหนังสือ และผมก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นนักแปล (อ้าว… แต่เอ็งเขียนหนังสือกับแปลหนังสือมาเท่าไหร่นะ 50 เล่ม) ก็ใช่ครับ… ผมเริ่มจากการเขียนโฆษณาเป็น Copywriter ถ้าจะให้ถูกคือ Direct Response Copywriter หนึ่งในไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่ เป็นเผ่าพันธุ์หายาก ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ และตั้งใจจะเป็น Copywriter ไปจนกว่าจะไม่อยากเป็น ผมยึดหลักการสำคัญของวิชาที่ว่า “คำพูดแต่ละคำมีพลังงานต่างกัน เมื่อนำมารวมกันในจังหวะ เวลา และพลังงานที่ถูกต้อง เรื่องมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น” ดังนั้นถ้าท่านเคยอ่านหนังสือของผม ท่านไม่ได้อ่านหนังสือ ท่านอ่านคำโฆษณา ท่านอ่านโบรชัวร์ แต่มันไม่ใช่โฆษณาขายสินค้าหรืออะไรหรอก มันคือการโฆษณาขายชีวิตที่ดีขึ้นด้วยทุกตัวอักษรที่ร้อยเรียงกันเป็นหนังสือในมือของท่าน

ลำดับที่ 4 ผมไม่ได้จบสิ่งพิมพ์ หรือวารสาร ผมไม่เคยเรียนที่ไหน ทุกอย่างที่ท่านจะได้อ่านในบทความ (คู่มือ) นี้ มาจากประสบการณ์ตรงของผมล้วนๆ ถ้ามันขัดกับอะไรบางอย่างที่ท่านเคยเรียนมา ไม่ต้องคิดมาก เชื่อสิ่งที่ท่านเรียนมาไปเลยแล้วไปให้สุดทาง ทุกอย่างที่ผมทำตั้งแต่ต้นจนจบ ผมทำตาม Sense ทำตามใจ และทำตามความต้องการของตัวเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมไม่ลืมที่จะฟังความต้องการของผู้อ่านทุกคน (ทำตามหรือไม่ทำตามอีกเรื่องนึง)

ลำดับที่ 5 บทความ (คู่มือ) นี้จะเป็นแนวเล่าประสบการณ์รอบกองไฟ มันจะไม่ใช่คู่มือประเภท ขั้นแรกทำแบบนี้ ขั้นสองทำแบบนี้ เขียนต้องแบบนี้ มีเทคนิคแบบนี้ นั่งท่านี้ วางมือแบบนี้ หาไอเดียต้องแบบนี้ หาโรงพิมพ์ต้องแบบนี้ ทำการตลาดแบบนี้ ไม่เลย ห่างไกลโพ้นทะเล ผมไม่ชอบห้องเรียน แต่ผมชอบความโรแมนติคของการก่อกองไฟเล่าเรื่องตามป่าเขา ชายหาด และทะเลทราย

ภาพที่ผมจินตนาการตอนนี้คือ ภาพของกองคาราวานพ่อค้าที่เพิ่งกลับจากแดนไกล อีกไม่กี่ราตรีจะถึงที่หมาย ค่ำคืนนี้บรรยากาศช่างแสนดีเหมาะแก่การร่ำสุรา เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจผู้อาวุโสประจำกลุ่มเริ่มหน้าแดง ท่ามกลางความเวิ้งว้างของทะเลทราย สารพัดเรื่องราวจากประสบการณ์ก็พรั่งพรูออกมา

Set tone เรียบร้อย เรามาเริ่มกันเลยครับ


ถ้าจะเริ่มเพราะคิดว่ามีความรู้ อย่าเริ่ม แต่ถ้าเริ่มเพราะได้รับแรงบันดาลใจ ลุยให้สุดทาง


จากประสบการณ์ของผม “ความรู้” อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะส่งให้ท่านทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ ไม่เพียงพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้ท่านก้าวข้ามกรอบความเชื่อได้ และไม่เพียงพอที่จะพาท่านไปสู่ความสำเร็จได้

ผมไม่ได้พูดแบบไม่มีอะไรหนุนหลัง หนังสือแปลเล่มล่าสุดของผม Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ช่วยสนับสนุนสิ่งที่ผมพูดได้เป็นอย่างดี เพราะในหนังสือบอกว่า “ความรู้ไม่ใช่พลัง ความรู้แค่มีศักยภาพที่จะเป็นพลัง สิ่งที่สำคัญคือไอเดียและแรงบันดาลใจ แต่ทั้ง 2 อย่างจะไม่มาถ้าไม่มีความรู้”

ผมเองมีประสบการณ์ด้านการแปลงานสัมมนา มีประสบการณ์ด้านงานแปลหนังสือ และมีประสบการณ์ด้านการพิมพ์หนังสือมาตั้งแต่ปี 2009 ผมมีความรู้ ผมมีประสบการณ์ ผมรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่กว่าจะได้เริ่มลงมือตีพิมพ์ของตัวเองจริงๆก็ปาเข้าไป 2016 เหตุผลเดียวครับ “ขาดแรงบันดาลใจ”

แต่รู้อะไรไหม “แรงบันดาลใจ” เนี่ยค่อนข้างเจ้าเล่ห์ มันมักจะมาตอนที่เราไม่พร้อมมากที่สุด เพราะผมค้นพบ “แรงบันดาลใจ” ในการตีพิมพ์หนังสือของตัวเองตอนผมหมดตัว

ผมมักจะเล่าให้ทุกคนฟังเสมอว่า ชีวิตผมเริ่มวันที่ตื่นมาแล้วพบว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงิน 3,500 บาทพร้อมหนี้บัตรเครดิตอีกเพียบ และทุกอย่างก็เริ่มตรงนั้น แต่เรื่องนี้เอาไว้คุยกันในบทความอื่น

ผมไม่รู้ว่าเรียกว่า “แรงบันดาลใจ” จะถูกไหม แต่มันคือบ่ายของวันธรรมดาวันหนึ่ง หลังจากที่เพื่อนสนิทรู้ข่าวว่าผมสิ้นเนื้อประดาตัวแล้วโทรมาบอกว่า “เฮ้ย บ่ายนี้ว่างไหม แม่กูเรียก” ผมบอก “ว่าง แม่มึงเรียกกูอะนะ” มันบอก “เออ กูเล่าให้แม่กูฟังว่ามึงหมดตัว 555 แม่บอกเด๋วแม่ดูดวงให้” ผมวางสายรีบพุ่งไปทันที เพราะยามวิกฤติไม่มีใครควรปฏิเสธการดูดวงจากคนที่เชื่อใจได้

มี 2 สิ่งที่ได้วันนั้นหลังจากคุยกับแม่เพื่อน

อย่างแรก ลูกต้องทำธุรกิจให้ปัญญาคน เอาสิ่งที่ตายไปแล้วกลับมาชุบชีวิต ใส่พลังชีวิตและพลังวิญญาณของลูกเข้าไป มันจะช่วยคนได้เยอะ ถึงเวลาจะรู้เอง นั่งสมาธิ ทำจิตนิ่งๆ จะมีคนมาบอกใบ้ว่าต้องทำอะไร

อย่างที่สองธุรกิจของลูก ตั้งชื่อด้วยตัว O นะ

ผมบอกเลยว่า ผมเป็นหนี้ชีวิตคุณแม่เพื่อนคนนี้มาก ใจผมสลายพอๆกับเพื่อนวันที่รู้ว่าแม่มันดีขึ้นแล้ว หมอบอกหายแล้วด้วยซ้ำ จากนั้นทรุดหนักฉับพลัน และเสียชีวิตหลังจากที่ทุกคนมีความหวังได้ไม่นาน ชีวิตมันไม่แน่นอน

ผมไม่รู้ว่าท่านนิยาม “แรงบันดาลใจ” แบบไหน ของผมอ่ะแบบนี้ ซึ่งมันเพียงพอมากๆแล้ว และหลังจากนั้นครึ่งปี ผมก็เปิดพรีออเดอร์หนังสือ Scientific Advertising


หนังสือ Scientific Advertising


“Doctor… I’m broke… Just letting you know.” ผมส่งข้อความไปหานักจิตบำบัดระดับโลกที่ผมเคยแปลงานสัมมนาให้และท่านก็เมตตาผมอยู่มาก (แปลว่า “ดอกเตอร์… ผมถังแตก… จึงเรียนมาเพื่อทราบ”)

ผมส่งไปไม่ได้คาดหวังอะไร แค่จู่ๆก็รู้สึกอยากส่งไปบอกเขา และเผื่อฟลุคเขาจะใช้พลังพิเศษบางอย่างช่วยฮีลหัวใจให้

“จำตอนที่เราเจอกันวันแรกแล้วไอบอกให้ยูเป็นนักการตลาดได้ไหม? ยูได้ทำอะไรกับคำแนะนำนี้บ้าง” ดอกเตอร์พิมพ์กลับมา (ภาษาอังกฤษนะ)

“ผมทำตามคำแนะนำ ผมไปเรียนกับ Jay Abraham และ Jay บอกว่า ถ้าอยากเป็นนักการตลาดที่เก่งเริ่มต้นต้องอ่าน Scientific Advertising อย่างน้อย 7 รอบและอ่านทบทวนบ่อยๆ เขาเองเริ่มแบบนั้น ตอนแรกเขาเป็นนักบัญชี” ผมตอบไป

“ถ้ายูทำตามคำแนะนำจริง แค่ถังแตกก็ไม่ใช่ปัญหาจริงไหม?” ดอกเตอร์ตอบกลับมา มันจริงเช่นนั้น มันก็แค่ถังแตก มันคือการตัดสินใจหรือการทำบางอย่างที่ผิดพลาดในอดีต ถังแตกแปลว่าเงินหมด ส่วนการตลาดที่ผมได้เรียนคือหารายได้ ถังแตกไม่ได้แปลว่า ผมสูญเสียความสามารถในการหารายได้ ก็ใช้สิ่งที่เรียนมาหาใหม่ สั้น กระชับ เรียบง่าย ได้ใจความ

ผมคิดได้ดังนั้นก็เริ่มสบายใจขึ้น และผมบอกท่านตรงนี้เลย แรงบันดาลใจหรือไอเดียปิ๊งแว๊บไม่มีวันมาหา หากจิตไม่นิ่ง เพราะหลังจากที่ผมเริ่มสบายใจ จิตเริ่มนิ่ง ผมได้รับแรงบันดาลใจที่สอง ที่ต่อยอดมาจากแรงบันดาลใจจากแม่เพื่อนสนิท

ความสำเร็จทางการตลาด การขาย และการเขียน Copywriting (ที่ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักว่าคืออะไร) ผมยกเครดิตให้หนังสือโบราณหลายเล่ม ซึ่งเกือบทั้งหมดผมแปลออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่อันดับ 1 ในดวงใจเลยคือ Scientific Advertising ที่ผมยกเป็นหนังสือครู เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

ผมรู้จัก Direct Marketing และ Copywriting ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ สามารถก้าวข้ามความเข้าใจผิดๆที่ทำให้ตัวเองไม่กล้าทำการตลาดได้เพราะคิดไปเองว่าตัวเองไม่มี “ความสร้างสรรค์ หรือ Creative” มากพอก็เพราะเล่มนี้ แจ้งเกิดลืมตาอ้าปากได้ไม่โดนไล่ออกจากงานขายก็เล่มนี้

ผมมั่นใจว่าในไทยไม่มีใครอ่านหนังสือ Scientific Advertising บ่อยเท่าผม ไม่มีใครสร้างผลลัพธ์จากความรู้ในหนังสือเล่มนี้ได้เท่าผม ไม่มีใครรู้ความลับของการตลาดโบราณในหนังสือเล่มนี้เท่าผม สาเหตุหลักๆเลย มันไม่น่าจะมีใคร “บ้า” พอจะวิ่งสวนกระแสไปเสี่ยงกับความรู้การตลาดโบราณเมื่อร้อยปีที่แล้ว สมัยที่วิทยุเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ในขณะที่การตลาดออนไลน์กำลังพุ่งทะยาน แต่ผมทำและมันได้ผล จนถึงทุกวันนี้มันก็ยังได้ผล

ตรงนี้เองที่ผมได้แรงบันดาลใจที่สอง “ทำไมเราไม่แปล Scientific Advertising ล่ะ?”

เห็นอะไรไหมครับ? ความรู้มี ประสบการณ์มี ความมั่นใจมี ทุกอย่างมีพร้อม แต่ถ้าไม่มีคำใบ้หรือสัญญาณให้เกิดแรงบันดาลใจ มันก็ไม่เกิดง่ายๆอยู่ดี ซึ่งตอนนี้ผมมีครบแล้ว เหลือแค่การลงมือทำ แต่คำถามสำคัญคือ?

“ทำอย่างไรให้หนังสือไม่น่าเบื่อเหมือนหนังสือในตลาด?”

อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัว ผมไม่สามารถทำอะไรที่มันน่าเบื่อได้ ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร และทำแบบไหนตัวเองถึงยอมรับได้ ผมจะไม่เริ่มทำ และมันก็เป็นข้ออ้างที่ดีมากๆให้ผมในหลายสิ่งอย่าง (ไม่ได้บอกว่าเป็นคุณสมบัติที่ดี บอกว่าเป็นคุณสมบัติส่วนตัว)

ผมจึงเริ่มกระบวนการคิด คิด และคิด

“เราจะทำหนังสือแบบไหนที่ไม่น่าเบื่อ ที่สามารถมอบคุณค่าให้คนอ่านได้จริง ที่คนอ่านสามารถนำไปลงมือทำได้เลย?”

โปรดติดตามตอนต่อไปใน >> “ขั้นตอน กระบวนการ ก่อนจะเป็นหนังสือของ OHMPIANG”

View Details

บทความนี้ผมแปลมาจากบทความของ James Clear ผู้เขียนหนังสือขายดี Atomic Habits

เขาเขียนว่า Besse Cooper เสียชีวิตอย่างสงบเมื่ออายุ 116 ปี เธอเป็นคนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกในเวลานั้น และยังเป็น 1 ใน 5 คนอเมริกันที่อายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์

เกิดเมื่อปี 1896 แต่งงานกับสามีเมื่อปี 1924 สามีของเธอเสียชีวิตเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเมื่อปี 1963 แต่ Besse ไม่ได้แต่งงานใหม่

เธอมีลูก 4 คน หลาน 11 คน เหลน 13 คน และโหลน 2 คน

ตอนที่ Guinness Book of World Records ไปสัมภาษณ์ พวกเขาขอบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอมีอายุยืน บทเรียนที่เธอได้เรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของเธอ

เธอให้คำแนะนำที่ดีมากๆ 2 ข้อ “ฉันไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน และไม่กิน Junk food”

เรามาคุยกันว่าคำแนะนำเรียบง่าย 2 ข้อนี้ มีอะไรซ่อนอยู่และคุณสามารถนำไปใช้ให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร

“ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”ความเครียดเป็นภัยเงียบ เป็นฆาตกรที่แฝงตัวมาแบบเนียนๆ ความเครียดขโมยอายุขัยของมนุษย์ได้หลายปีโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว และบ่อยครั้งมันพรากชีวิตไปในเสี้ยววินาที

มันไม่มีอะไรต้องสงสัย คติประจำใจของ Besse ที่บอกว่า “ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน” ช่วยให้เธอแคล้วคลาดจากดราม่าที่ไม่จำเป็น การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และความเครียดที่ไม่มีใครต้องการ

มันเป็นบทเรียนที่ดีมากๆที่ใครก็ตามสามารถเรียนรู้และทำตามได้ “ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน” เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น เพราะมันง่ายมากที่จะเข้าใจว่าเรากำลังโฟกัสชีวิตของเราอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วเรากำลังหลงอยู่ในเรื่องของชาวบ้าน ในดราม่าของคนอื่นมากกว่าที่เราคิด

ใช่ครับ เรากำลังใช้ชีวิตของเรา เราโฟกัสงานที่ทำ บ้านที่อยู่ รถที่ขับ เสื้อผ้าที่ใส่ สังคมที่มี แต่บ่อยครั้งแค่ไหนที่สิ่งเหล่านั้นมีจุดเริ่มต้นมาจาก “การเปรียบเทียบ” ชีวิตของเรากับของคนอื่นที่บางทีเราไม่ได้รู้จักด้วยซ้ำ

เราใช้ชีวิตในดราม่า เป้าหมาย และความต้องการของชาวบ้านโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่แค่คุณนะ ผมก็เป็น และเท่าที่ผมรู้มา ไม่มีใครไม่เป็น

ถ้าคุณบอกว่าตัวเอง “ไม่เคยยุ่งเรื่องชาวบ้าน” นั่นแปลว่า คุณกำลังใช้ชีวิตโดยไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร ไม่ใช้ชีวิตบนมาตรฐานที่ใครกำหนด มันหมายความว่า จุดยืนของคุณชัดเจน ขีดเส้นชัดเจนว่าสิ่งไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ จำเป็นหรือไม่จำเป็น คุณชัดเจนมากว่าจะไม่หลงไปติดอยู่ในดราม่าของใคร และโฟกัสใช้ชีวิตในแบบของคุณกับคนที่อยู่รอบตัวแทนที่จะคอยเปรียบเทียบตัวเองกับทุกคนรอบตัว

“ไม่กิน Junk Food”Besse บอกว่าเธอไม่กิน Junk Food และผมก็อยากให้คุณลด ละ เลิกเหมือนกัน แต่คำแนะนำนี้มันมากกว่านั้น มันมากกว่าอาหารที่คุณเลือกใส่จานของตัวเอง เพราะมันรวมไปถึงอาหารที่คุณเลือกใส่สมอง ความคิด และพลังงานของคุณด้วย

ถ้าคุณเชื่อว่าการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องดี การเสพข้อมูล ข่าวสาร รับเอา “พลังงานลบ” ที่ไม่มีประโยชน์ รวมไปถึงใช้ชีวิตกับมนุษย์ Toxic ก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน

งานที่คุณทำ ความกระตือรือร้นที่คุณมี ผู้คนที่คุณใช้ชีวิตด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อความก้าวหน้า มันคือการตัดสินใจเรื่องสุขภาพ

เลือกเติมอาหารจริงๆลงในจานของคุณ แทนที่จะเติมขยะลงไป แล้วชีวิตของคุณจะเต็มไปได้ความสุข

เลือกออกเดินทางท่องเที่ยวถ่ายรูป แทนที่จะนั่งดู TV แล้วคุณจะเปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภคสิ่งที่คนอื่นสร้าง เป็นผู้สร้างที่สร้างสรรค์

อนุญาตให้เฉพาะคนที่มีผลลัพธ์ มีความสำเร็จ มีความสุขอยู่รอบ แล้วคุณจะเปลี่ยนจาก “ฉันจะทำแบบนั้นได้อย่างไร?” เป็น “ทำไมฉันจะทำไม่ได้บ้างล่ะ?”

เรียนรู้จากคนที่อายุยืนที่สุดในโลกบางทีการที่ Besse Cooper สามารถพูดได้เต็มปากว่า เธอไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้านและอยู่ห่างไกล Junk food ก็เพราะเธอมัวแต่ยุ่งอยู่เป้าหมายชีวิตของเธอก็ได้ เพราะเมื่อมีคนขอให้เธอให้คำแนะนำนักศึกษาจบใหม่ เธอบอกว่า “คุณสามารถทำได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ ขอแค่เป้าหมายของคุณชัดเจน”

การได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในคนที่อายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เธอรู้ว่า สิ่งที่เราเลือกรับเข้ามาในชีวิตคือ ตัวตัดสินว่าผลลัพธ์ที่เราจะได้รับจากชีวิตนั้นจำนวนมากและระยะเวลานานแค่ไหน

View Details

ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี เพราะช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว จู่ๆก็ได้จับพลัดจับผลูไปเป็นล่ามตามงานสัมมนาและงานประชุมด้วยความบังเอิญ

จากงานแรกที่คนแปลหลักไม่สบาย และอีกหลายร้อยงานหลังจากนั้นเพราะพลังของการบอกต่อ (คือพี่แปลมันส์ไง เน้นมันส์ไม่เน้นตรง ถึงคนบนเวทีจะน่าเบื่อ แต่ผมทำให้แซ่บได้ ก็เขาให้มาแปลไม่ได้มาเทศน์มหาชาติ)

มันทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าห้องสัมมนามากมาย ห้องยิ่งเล็กยิ่งแพง คนยิ่งน้อยยิ่งแพง ยิ่งได้ไปแปลข้างไข่ลูกค้าตอน Dinner ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเลอค่ามาก

ทีนี้พอได้รับโอกาสแปลบ่อยเข้า ผมก็มีไอดอลความสำเร็จมากขึ้นตาม แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีกัน และก็มีอยู่วันหนึ่งได้ไปอยู่ในวงเศรษฐีคุยกัน มันน่าตื่นเต้นมาไอดอลเราทั้งนั้นเลย

ห้องนั้นเป็นเหมือนห้องเล็กประมาณ VIP Coffee Meeting แนวถามตอบพูดคุยเฮฮา พระเอกของงานมีธุรกิจอยู่หลายสิบประเทศทั่วโลก ผมก็ทำหน้าที่กระซิบแปลไป

ช่วงหนึ่งเป็นช่วงแชร์ประสบการณ์ ไอดอลของผมคนหนึ่งลุกขึ้น เขาบอกว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เขาเพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ เขาโชคดีมากที่ได้เมนทอร์ดี (คนที่นำ Coffee Meeting) และเขาได้รับบทเรียนที่ดีมากๆ

เขาบอกว่า ตอนที่เขาเริ่มต้น เขาเหนื่อยมาก เพราะต้องไปตามเมืองต่างๆเพื่อดูแลสาขาธุรกิจ สาขาไหนไม่ไปนานๆก็เละ เลยต้องหมั่นไปตรวจงาน ทีนี้ไอ้เหนื่อยกายเขาไม่หวั่น แต่ที่บั่นทอนคือค่าน้ำมันรถ มันโหดมากๆ

เขาเล่าต่อว่า ตอนนั้นเขาถามเมนทอร์ของเขา (คนที่นำ Coffee Meeting) ว่า คุณเองก็มีธุรกิจที่ต้องเดินทางบ่อยและแน่นอนว่าธุรกิจของคุณใหญ่กว่าของผมไม่รู้กี่เท่า คุณรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร?

คุณตอบผมว่า “ทุกธุรกิจมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งมีความฝันและเป้าหมายที่ใหญ่ ป้ายราคามันยิ่งโหดตาม สิ่งที่ต้องทำก็เพียงโฟกัสไปที่เป้าหมาย ทำทุกอย่างที่ทำได้เต็มศักยภาพ และถ้าทำแบบนั้นนานพอปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น”

คำตอบนี้ของคุณดีมากแต่ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้น สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับคือ ที่คุณพูดต่อจากนั้นที่บอกว่า

“คุณมีรถ คุณบ่นเรื่องค่าน้ำมันรถ ผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว ทุกวันนี้ผมมีเครื่องบินเจ็ท แต่ผมไม่บ่นค่าน้ำมันเครื่องบินเจ็ท เพราะรู้อะไรไหม ถ้าเทียบจากรายได้แล้วค่าน้ำมันเครื่องบินเจ็ทของผมถูกกว่าค่าน้ำมันรถของคุณ และค่าเครื่องบินเจ็ทของผมก็ถูกกว่ารถที่คุณใช้ คุณต้องมองภาพใหญ่ให้ออกว่ากำลังทำอะไร และลงมือทำจนกว่าค่าน้ำมันเครื่องบินเจ็ทของคุณในอีก 10 ปีข้างหน้าราคาถูกกว่าค่าน้ำมันรถของคุณในตอนนี้”

ผมล่ะแปลไปตื่นเต้นไป มันบ้าบอมาก พี่ๆเขาคุยอะไรกัน มันคนละโลกไปเลย

เมนทอร์ของเขาที่ฟังอยู่บนเวที พอฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ถามมาคำเดียว “ไหนเครื่องบินเจ็ทของคุณ?”

“ผมกลัวการบินครับ” ก็ฮากันไป

เรื่องที่เพิ่งเล่าให้ฟังเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมจำได้ติดหูติดตาราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน ผมชอบเรื่องนี้มาก ประจวบกับมีคนถามผมมาพอดีเรื่อง Mindset การเงินของเจ้าของธุรกิจ

ผมอยากจะบอกว่าผมไม่ถนัดเอาจริงๆเรื่องที่ถามมา และไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะให้คำปรึกษาอะไรใครได้เรื่องนี้ แต่ผมสามารถแบ่งปันแนวคิดที่ไม่รู้ว่าเกี่ยวไหมที่ผมใช้มาตลอดได้ มันมาจากเหตุการณ์ที่ผมเพิ่งเล่าให้ท่านฟังนั่นแหละ

“ถ้าวันนี้ค่าน้ำมันเครื่องบินเจ็ทของท่านถูกกว่าค่าน้ำมันรถเมื่อตอนที่ท่านเริ่มต้น จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่มีใครกล้าว่าอะไรมากหรอก”

ลุยครับ

OHMPIANG
ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

View Details



กาลเวลาและจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกที่ให้เครดิตหนังสือ Think and Grow Rich ว่าอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขาคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า หลักการของความสำเร็จ ทุกข้อในหนังสือ Think and Grow Rich สำคัญพอๆกัน

แถมตัวนโปเลียน ฮิลล์ยังมีบอกใบ้กลายๆในเวอร์ชั่นแรกสุดเลยของเขาที่เป็นต้นฉบับของ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ว่า “ถ้าต้องการความสำเร็จแบบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน คุณต้องโฟกัสทำทุกข้อ ไม่ใช่เลือกลงมือทำตามเฉพาะข้อที่ชอบหรือถนัด”

แต่กระนั้นเองก็เถอะ มีหลักการของความสำเร็จอยู่ข้อหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าเป็นข้อที่ถูกมองข้ามมากที่สุด และเข้าใจผิดมากที่สุด จากประสบการณ์ตรงและคำใบ้จำนวนมากในหนังสือแล้ว มันคือข้อที่สำคัญที่สุด หลักการข้อนั้นคือ “Master Mind”

ไม่ต้องมองที่ไหนไกล ตัวผมเองที่มีส่วนร่วมในการแปลหนังสือระดับตำนานเล่มนี้ 2 ครั้ง ยังเพิ่งเข้าใจและเริ่มจะเห็นเสี้ยวหนึ่งของพลังที่แท้จริงของหลักการนี้ หลังจากจัด Master Mind Meeting ทุกอาทิตย์มาแล้วครึ่งปี

ครั้งแรกที่ผมอ่านหนังสือ Think and Grow Rich จบเมื่อตอนอายุ 25 ปี Master Mind เป็นบทที่ผมอ่านผ่านๆ เพราะ “เข้าใจ Concept” อยู่แล้ว มันไม่ได้ดูสำคัญอะไรเท่าไหร่

ครั้งที่สองที่ผมได้กลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ตอนที่แปลเป็นหนังสือ “ความรวยนั้นฟรี” ราวๆปี 2012 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเน้นสรุปความให้เข้าใจได้ง่ายๆ และเป็นอีกครั้งที่หลักการ Master Mind ไม่ได้รับแสงสปอตไลท์เท่าๆกับหลักการน่าตื่นเต้นข้ออื่น

ครั้งที่สามที่ผมได้กลับมาอ่านหนังสือ Think and Grow Rich อีกครั้งคือตอนต้นปี 2022 แรกเริ่มมันเป็นเพียงไอเดียที่ผุดขึ้นมาในใจระหว่างแปลหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind ว่า “ต้องกลับไปอ่าน Think and Grow Rich อีกรอบ แต่คราวนี้ต้องตั้งใจอ่านดีๆ” ยังไม่มีความตั้งใจที่จะแปลอีกรอบแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์ของไอเดียที่มาจากไหนก็ไม่รู้

หลังจากแปล The Power of Your Subconscious Mind จบ ผมไม่ได้พุ่งตัวไปอ่าน Think and Grow Rich ในทันที อันที่จริงผมลืมความคิดนั้นไปเลยด้วยซ้ำ เพราะมัววุ่นกับภารกิจอื่น แต่ถ้าอะไรมันถูกกำหนดมาแล้ว มันก็ถูกกำหนดมาแล้ว เพราะสุดท้ายด้วยเหตุบังเอิญหรือสวรรค์บันดาลใจ ผมก็ได้กลับมานั่งอ่าน Think and Grow Rich อีกครั้ง

ผมจำไม่ได้ว่าเคยเขียนในบทส่งท้ายหนังสือเล่มไหนว่า ข้อแตกต่างที่ผมใช้แยกหนังสือระดับตำนานกับหนังสือทั่วๆไปคือ หนังสือระดับตำนานเป็นหนังสือมีชีวิต หนังสือมีชีวิตที่เนื้อหาเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราหยิบขึ้นมาอ่าน หนังสือมีชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับเรา และมีคำตอบให้ทุกครั้งที่เราต้องการ ในทุกช่วงเวลาที่เราต้องการ

Think and Grow Rich เป็นหนังสือมีชีวิตประเภทนั้น เพราะมันไม่ใช่หนังสือเล่มเดิมที่ผมเคยอ่าน ทุกอย่างดูเป็นเรื่องใหม่ เนื้อหาก็ทันสมัยราวกับนโปเลียน ฮิลล์เพิ่งเขียนเมื่อวาน เรียกได้ว่าผมได้รับการเปิดโลกครั้งใหญ่จากหนังสือเล่มเดิมที่เคยผ่านมือผมมาแล้วทั้งในฐานะนักอ่านและนักแปล แต่ท่ามกลาง effect แสงสีทองวิบวับทุกครั้งที่พลิกหน้ากระดาษ มีหลักการของความสำเร็จข้อหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นผิดหูผิดตา หลักการนั้นคือ Master Mind

อย่างที่ผมได้สารภาพไปตั้งแต่ต้นบทความ Master Mind เป็นหลักการที่แม้แต่ผมเองยังมองข้ามเพราะคิดไปเองว่า “เข้าใจ concept แล้ว” แต่คราวนี้ หลักการของความสำเร็จข้อนี้กลับเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของผมแบบสลัดไม่หลุด ตั้งแต่เริ่มเปิดอ่านทบทวนหน้าแรกจนจบ ไปจนถึงตัดสินใจแปลแบบจัดเต็ม ยาวจนถึงก่อนจะเริ่มลงมือทำตามหลักการ Master Mind แบบจริงๆจังๆ 3 เดือนหลังหนังสือชุดแรกถึงมือลูกค้าด้วยการจัด Meeting ตามในหนังสือบอกเป๊ะๆ

ผมอยากจะบอกท่านว่า อันที่จริงสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจแปลหนังสือระดับตำนาน Think and Grow Rich ให้เกิดเป็น OHMPIANG Edition ทั้งๆที่ตัวเองมีชื่อในฐานะผู้แปลมาแล้วครั้งหนึ่งคือ ผมรู้สึกว่าหลักการ Master Mind มีคำตอบบางอย่างที่ผมตามหามานาน ที่ตอนนั้นผมเองก็บอกไม่ได้ แต่ตอนนี้มันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆแล้ว

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น… ให้ผมเล่าให้ฟังว่า หลักการ Master Mind คืออะไร และทำไมผมถึงอินจนตัดสินใจแปลเพื่อค้นหาความลับเบื้องหลังหลักการข้อนี้


Master Mind คืออะไร?ผมขอเล่าให้ฟังเป็นช็อตๆ ว่ารอบนี้ผมเอ๊ะตรงไหนบ้าง ซึ่งมันแปลกมากที่ครั้งก่อนๆผมไม่ได้มีความอินหรือเอ๊ะหรืออะไรกับมันเลย แต่ถ้าอ่านดีๆ นโปเลียน ฮิลล์มีบอกใบ้เกี่ยวกับหลักการ Master Mind เกือบทั้งเล่ม เพราะเริ่มเล่มมาก็มีคำใบ้เลยว่า

“หลังจากวิเคราะห์คนที่ประสบความสำเร็จนับร้อยคนด้วยตัวเอง นโปเลียน ฮิลล์ ค้นพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนมีนิสัยชอบ ‘รวมกลุ่มคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย’ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเจอปัญหาที่ต้องการทางออก พวกเขาจะรวมกลุ่มกัน นั่งลง พูดคุย ออกความเห็น และแลกเปลี่ยนไอเดียอย่างอิสระ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบสิ่งที่ต้องการจากการระดมไอเดียร่วมกัน คุณในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการนำหลักการ Master Mind ไปใช้”

ประโยคนี้เอ๊ะแรกว่า Master Mind คือการรวมกลุ่มคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย เมื่อคนสำเร็จต้องการคำตอบ พวกเขาจะรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียอย่างอิสระจนได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ

ถัดจากนั้นไม่กี่หน้า วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเขียนยกย่องนโปเลียน ฮิลล์ว่า

“ผมขอไม่แสดงความยินดีกับคุณในเรื่องของความอดทนและความมุ่งมั่น เพราะใครก็ตามที่ยอมลงทุนลงแรงสละเวลาเช่นนี้ ย่อมต้องค้นพบสิ่งที่จะเป็นคุณค่ามหาศาลต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมอยากแสดงความยินดีและประทับใจมากคือ ความเข้าใจและการตีความหลักการ Master Mind ที่คุณอธิบายไว้อย่างละเอียดชัดเจนในหนังสือ”

ประโยคนี้คือเอ๊ะที่สอง เพราะหลักการ Master Mind เป็นหลักการเดียวที่ผู้ให้คำนิยมหนังสือเล่มนี้พูดถึง ส่วนใหญ่จะพูดรวมๆกล่าวชื่นชม หลักการของความสำเร็จทั้ง 13 ข้อ

พอมาถึงบทว่าด้วยหลักการ Master Mind อันนี้เอ๊ะตัวใหญ่ๆเลย เพราะนโปเลียน ฮิลล์ มีคำใบ้สำคัญว่า

“เป็นไปไม่ได้ที่จิต 2 ดวงเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะไม่สร้างพลังงานที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และมีความรู้สึกนึกคิดราวกับเป็นจิตดวงที่ 3”

แม่เจ้า… ผมบอกท่านเลยว่า ตอนที่แปลประโยคนี้จบผมตื่นเต้นมาก มันดูลี้ลับ มันดูเหนือโลก แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นความลี้ลับที่จับต้องได้ มันทำให้ผมนึกย้อนกลับไปสมัยที่เริ่มเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ธุรกิจและ Copywriter ใหม่ๆ ทุกวันผมกับภรรยาชอบเดินเล่นคุยงานกันรอบหมู่บ้าน และทุกวันผมจะได้ไอเดียดีๆที่ผุดขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ที่บ่อยครั้งรีบวิ่งกลับบ้านไปจดไอเดียเกือบไม่ทัน

ในหนังสือมีบอกด้วยว่าคนประสบความสำเร็จอย่างแอนดรูว์ คาร์เนกี้มีกลุ่ม Master Mind ที่ประกอบไปด้วยทีมงานกว่า 50 คนที่คอยอยู่ใกล้ตัวเขา ทุกคนมีจุดประสงค์ร่วมกันชัดเจน และที่สำคัญแอนดรูว์ คาร์เนกี้ยกความดีความชอบทุกประการที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ และความมั่งคั่งร่ำรวยของเขาให้ “พลัง” ที่เขาได้รับจากกลุ่ม Master Mind

ไม่ใช่แค่แอนดรูว์ คาร์เนกี้เท่านั้นที่ให้เครดิต Master Mind โธมัส เอดิสัน เฮนรี่ ฟอร์ด และในบทความล่าสุดของผมริชาร์ด แบรนสัน ก็พูดเรื่องนี้ในบทสัมภาษณ์ของเขา

อ่านบทสัมภาษณ์ Sir Richard Branson ครูใหญ่ฟันธง ถ้าเอ็งไม่ติดคุก เอ็งก็เป็นมหาเศรษฐี


ศึกษาชีวประวัติของใครก็ได้ที่ร่ำรวยมหาศาล รวมไปถึงประวัติของคนที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน และท่านจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอิทธิพลของกลุ่ม Master Mind ทั้งสิ้น ไม่ว่าดีหรือไม่ดี รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว

องค์ประกอบของ Master Mindจากที่ผมได้ขวนขวายหาข้อมูล รวมไปถึงนำหลักการข้อนี้ไปลงมือทำ ต่อไปนี้คือองค์ประกอบที่จำเป็นของ Master Mind

  1. คนจำนวน 2 คนหรือมากกว่า (ถ้าจะใช้หลักการนี้คนเดียวต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ 6 ซึ่งมีอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือ)

  2. คนกลุ่มนั้นต้องมีเป้าหมายเดียวกัน หรือกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีระดับพลังงานที่ใกล้เคียงกัน หรือมีความรู้และประสบการณ์ใกล้กัน

  3. มีการกำหนดเป้าหมายของการคุยชัดเจน

  4. ความสามัคคีในกลุ่มต้องแตะระดับ 100% ความขัดแย้งแม้แต่น้อยลดความสำเร็จของหลักการนี้

  5. หัวใจที่เปิดกว้าง สมุดโน้ตข้างกายเตรียมจดไอเดียที่ผุดขึ้นมาทันที

  6. เอาสมอง ตรรกะ การใช้เหตุผลไปเก็บ เพราะสิ่งที่มนุษย์ได้รับจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เชื่อถือไม่ได้สำหรับปัญหาหรือทางออกที่ใช้สมองเค้นคำตอบมานานแล้วแต่ยังไม่เจอ

  7. พันธสัญญาและวินัยในการนัดพบกันเพื่อพูดคุย

คำตอบคือ Master Mindกระบวนการทั้งหมดที่ผมใช้ตั้งแต่เริ่มต้นแปลหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ไปจนถึงตีพิมพ์และส่งถึงมือลูกค้ากลุ่มแรกคือ 1 ปีเต็มๆ

ความสำเร็จในการแปลเวอร์ชั่นนี้ผมยกให้ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาความลับของหลักการทั้ง 13 ข้อในหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะข้อ Master Mind อย่างจริงจัง และถ่ายทอดออกมาในภาษาที่อ่านง่าย เต็มไปด้วยพลังงานและจิตวิญญาณตามสไตล์ของ OHMPIANG ที่ไม่ได้ต้องการแค่แปลให้จบๆ แต่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานมีชีวิตที่ Connect กับผู้อ่านในระดับพลังงาน ตรงนี้เองที่วิธีการในบทที่ 14 “ประสาทสัมผัสที่ 6” มีบทบาทสำคัญ

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมแปล ไม่มีสักวินาทีเดียวที่ผมคิดว่าตัวเองแปลหนังสือ ผมรู้ว่ากำลังสร้างบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น บางอย่างที่ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีช่วงหนึ่งที่ผมติดตรงนี้จนต้องหยุดแปลไป 2 เดือนเพราะภาพมันไม่ชัดว่าไอ้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าหนังสือแปลมันคืออะไร

และแล้ววันหนึ่งตอนที่จิตผมนิ่ง สมองผมว่าง วันที่ผมทิ้งทุกอย่างจริงๆ เพื่อโฟกัสนั่งอ่านนิทานกับลูกชายที่ผมเฝ้าบอกตัวเองว่าสร้างทุกอย่างเพื่อเขา แต่บ่อยครั้งที่ใช้งานเป็นข้ออ้างในการไม่ใช้เวลากับเขา คำตอบที่ผมต้องการก็ผุดขึ้นมาในจิต…

“คำตอบคือ Master Mind”

ประโยคง่ายๆ สั้นๆ ที่ดูไม่มีอะไรเลย “คำตอบคือ Master Mind” แต่มันมีความหมายมากๆสำหรับผมเพราะมันเป็นคำตอบที่ผมต้องการที่สุด

“คำตอบคือ Master Mind” ดังซ้ำๆอยู่อย่างนั้น จนผมต้องขออนุญาตลูกชายเพื่อวิ่งไปจดประโยคนี้ก่อนที่เสียงนั้นจะหายไป “คำตอบคือ Master Mind”

หลังจากที่ลูกชายเข้านอน ผมตั้งสติทำจิตนิ่งๆ ถามตัวเองอีกครั้งว่า “บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าหนังสือแปลที่เรากำลังสร้างจากการแปลหนังสือ Think and Grow Rich คืออะไร?”

เสียงที่บอกว่า “คำตอบคือ Master Mind” ดังขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ผมถามต่อว่า “แล้วผมสามารถมอบคุณค่าที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการความลับในหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไรบ้าง?”

“คำตอบคือ Master Mind”

หลายต่อหลายคำถามที่ผมถามตัวเอง ทุกคำถามที่ผมตอบไม่ได้จนต้องหยุดทำงาน ผมได้คำตอบและมันเรียบง่าย “คำตอบคือ Master Mind”

วินาทีที่ผมแปลประโยคสุดท้ายของหนังสือเสร็จ ผมขนลุกไปทั้งตัว อีกครั้งที่คำถามดังขึ้นในใจว่า “ผมจะทำให้ประโยคสุดท้ายในหนังสืออมตะเล่มนี้เป็นจริงและจับต้องได้ได้อย่างไร?”

เช่นเคย “คำตอบคือ Master Mind” โอเคแหละ ผมเชื่อแล้ว เข้าใจแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจความลับทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้หรือยัง ผมต้องการไปให้สุดและมีวิธีเดียวเท่านั้นนั่นคือ ลงมือทำ

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ผมตัดสินใจทำตามทุกอย่างที่หนังสือแนะนำเกี่ยวกับหลักการ Master Mind ผมตัดสินใจตั้งกลุ่มศึกษาหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ขึ้นมา และนัดพบกันสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้

วันที่ผมเขียนบทความนี้ Master Mind Meeting ครั้งที่ 27 เพิ่งจบไป และผมมายืนยันกับท่านในฐานะคนๆหนึ่งที่กำลังเริ่มเข้าใจและเริ่มจะสัมผัสเสี้ยวหนึ่งของพลังที่แท้จริงของหลักการนี้ว่า “คำตอบคือ Master Mind” จริงๆ

ผมเห็นกับตาพลังของ Master Mind ที่ค่อยๆเปลี่ยนพลังงาน ชีวิตชีวา ความมั่นใจ และความสำเร็จของทุกคนที่สละเวลาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุย

ผมได้ยินกับหูเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในกลุ่มที่เข้ามาพร้อมคำถาม และได้รับในสิ่งที่ต้องการ จากนั้นลงมือทำตามคำตอบที่ได้รับและได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

ผมสัมผัสได้ด้วยตัวเองพลังของจิตดวงที่ 3 ในรูปแบบของไอเดียปิ๊งแว๊บมากมายที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับเพื่อนสมาชิก ไอเดียที่นำไปใช้ได้ทันที คำตอบของปัญหาเรื้อรังที่เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านปรารถนาหรืออธิษฐานสิ่งใด แต่การที่เราได้มาพบกันผ่านบทความนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และผมมีหน้าที่บอกต่อคำตอบสำคัญที่ผมได้รับจากหนังสือระดับตำนานที่สร้างเศรษฐีมาแล้วนับร้อยนับพันทั่วโลก

“คำตอบคือ Master Mind”

แด่ท่านที่ปรารถนาความก้าวหน้า ท่านที่ปรารถนาความสุข ท่านที่ปรารถนาความสำเร็จและร่ำรวย หนังสือเล่มนี้ยังมีความลับอีกมากรอคอยให้ท่านมาช่วยกันค้นหาในฐานะสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Think and Grow Rich OHMPIANG Edition Master Mind

เงื่อนไขในการเข้าร่วมนั้นเรียบง่าย เป็นเจ้าของหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition และอ่านให้จบอย่างน้อย 1 รอบ

ผมและสมาชิก Master Mind จะรอต้อนรับท่านทุกวันพฤหัส เวลา 19.30 น. ใน Google Meet

ขอส่งท้ายบทความนี้ด้วยประโยคของเอเมอร์สันผู้เป็นอมตะ “ถ้าเรามีบุญสัมพันธ์กัน เราจะได้พบกัน”

ขออวยพรให้ท่านโชคดี

OHMPIANG
ธีระธรณ์​ จิรธนัยโรจน์

ปล. สั่งซื้อหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ได้ที่ >> https://ohmpiang.com/think-and-grow-rich/ หรือคลิกเพื่อสั่งซื้อทาง Line Shop

View Details

หลายต่อหลายครั้งในชีวิต คุณน่าจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่คำพูดดูจะไม่เพียงพอหรือไม่มีความหมายแม้แต่น้อย พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง พูดไปก็ไม่มีใครฟัง พูดไปก็มีแต่จะนำพาความวุ่นวายมาสู่ชีวิต แต่คุณเคยหยุดแล้วคิดสักนิดไหม ว่าถ้าวันนี้คุณต้องแก้โจทย์ข้อหนึ่ง เป็นโจทย์ที่จะกำหนดอนาคตของคุณบนโลกใบนี้ ความสำเร็จ ความร่ำรวย และทุกอย่างที่คุณปรารถนาขึ้นอยู่กับคำตอบของคุณ คุณจะมีคำตอบสำหรับโจทย์นั้นว่าอย่างไร โจทย์นั้นคือ “อะไรคือของขวัญที่มีค่ามากที่สุดที่คุณสามารถมอบให้คนอื่นได้?” ผมจะบอกให้ว่ามันไม่ใช่สิ่งของ เงินทอง หรือวัตถุอะไรเลย มันเป็นอะไรที่เรียบง่ายมากๆ ที่ชื่อ “การรับฟัง” แต่ไม่ใช่การฟังให้ผ่านหูเหมือนที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ มันคือการฟังโดยไม่มีความคิดเห็นหรือการตัดสินใดๆ ตอนนี้ผมจะพาคุณย้อนเวลากลับไปที่นิวยอร์คช่วงปี 1960 บนถนนเต็มไปด้วยฝูงชนมหาศาลที่กำลังทำกิจวัตรประจำวันของพวกเขา ถนนที่เต็มไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงพูดคุย เสียงรถ และเสียงรถไฟ ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ นักข่าวหนุ่มคนหนึ่งนาม สตัดส์ เธอร์เคล นักข่าวที่ภายหลังได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1985 กำลังทำงานของเขาอยู่ สตัดส์ไม่ใช่นักข่าวทั่วไป เขามีวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่พยายามหาข่าวเด็ดเรื่องต่อไปหรือพยายามทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อหลอกล่อให้ผู้คนอ่านสิ่งที่เขาเขียน เขาโฟกัสในเรื่องที่ไม่มีนักข่าวคนไหนทำมาก่อน เขาฟัง… เขาใช้เวลาฟังคนทั่วไป คนที่เดินไปเดินมาบนถนนในเมืองนิวยอร์ค คนที่ไม่ได้มีบทบาทอะไรในสังคม เขาตั้งใจฟังคนเหล่านั้น ในหนังสือขายดีของเขา “Working” เขาเพียงแค่อนุญาตให้ผู้คนจากทุกแขนงอาชีพพูดเกี่ยวกับงาน ความฝัน ความหวัง และชีวิตในแต่ละวันของพวกเขา เขาได้ไอเดียและเรื่องราวดีๆจากการฟังคนเหล่านั้นพูดถึงชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่เพราะเขาถามคำถามเก่งหรือเป็นคนคุยเก่ง แต่เพราะเขาฟัง ตั้งใจฟัง […]

View Details


บทความนี้ผมแปลมาจากบทความของ James Clear ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลก Atomic Habits ที่มียอดขาย 15 ล้านเล่มทั่วโลก

ในบทความเขาบอกว่า เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายที่อยากไปถึง และถ้าเราเลือกได้ เราคงเลือกที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างรวดเร็ว ชนิดยิ่งเร็วยิ่งดี

มันไม่ผิดอะไรที่ใครบางคนต้องการถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แต่ความกระเหี้ยนกระหือรือที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ตอนนี้แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจกระบวนการ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองวิวทิวทัศน์ มันเป็นโทษมากกว่าประโยชน์

สื่อ สังคม คนรอบตัว กำลังอยู่ในจุดพีคของการบูชาผลลัพธ์วิบวับตระการตา (บ้านใหญ่โต รถหรูหรา ไลฟ์สไตล์ 5 ดาว ความสำเร็จเลิศเลอ) และมันง่ายจนเป็นเรื่องอันตรายที่ใครคนหนึ่งจะคิดว่า สิ่งเหล่านั้นคือตัวกำหนดตัวตนของเรา ไม่ใช่การดิ้นรนและการเดินทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

ถ้าคุณต้องการเวทีในการแสดงศักยภาพและความสามารถ ถ้าคุณต้องการเป็นคนที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้เวลาหันกลับมาทบทวน “วิชาการเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป” แล้ว

และนี่คือเหตุผล…

บทเรียนอันน่าทึ่ง จากชีวิตของนักกีฬายกน้ำหนักชาวจีนเมื่อวาน ผมอ่านบทความน่าสนใจบทความหนึ่ง เกี่ยวกับวินัยและกระบวนการที่ประเทศจีนเลือกใช้ในการฝึกและปั้นนักกีฬายกน้ำหนักเพื่อการแข่งโอลิมปิก (เผื่อคุณไม่รู้ ประเทศจีนจริงจังมากกับกีฬายกน้ำหนัก)

ต่อไปนี้คือกระบวนการที่จีนใช้ปั้นนักกีฬายกน้ำหนักหนึ่งคน

อายุ 6+ ปี

เน้นเล่นยิมนาสติกและออกกำลังกายแบบบอดี้เวท เพื่อช่วยให้นักกีฬาเข้าใจร่างกายของตัวเองดีขึ้น และฝึกความสัมพันธ์ของอวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ มันสำคัญมากที่ต้องเน้นให้นักกีฬาสนุกกับการฝึกฝน พวกเขาใช้คำว่ากิจกรรมมากกว่าคำว่าการฝึก ทีมงานจะค่อยๆสอดแทรกเทคนิคต่างๆเข้าไปในกิจกรรม และค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นขึ้น

อายุ 8 – 10 ปี

ส่วนใหญ่แล้วจะยังคงให้เด็กๆเล่นสนุกในกิจกรรมเน้นการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่างๆอยู่ แต่ 10-30% ของกิจกรรมนั้นจะโฟกัสการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการยกน้ำหนักอย่างการดึงหรือสควอต กระบวนการนี้ใช้เวลา 18 เดือนซึ่งหลังจบกระบวนการ เด็กๆจะซึมซับเทคนิคต่างๆเข้าไปโดยอัตโนมัติ และพร้อมเริ่มเล่นกับบาร์ยกน้ำหนักแล้ว

อายุ 10 – 14 ปี

ตั้งแต่ช่วงอายุนี้ เวลาการฝึกจะเพิ่มขึ้นและเข้มข้นมากขึ้น พวกเขาเริ่มฝึกทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกีฬายกน้ำหนัก ฝึกท่าสแนทซ์ ท่าคลีนแอนด์เจอร์ค ดึงข้อและ overhead squats เดินเป็ด และกระโดดกบ รวมไปถึงการ stretching มหาศาลที่ไม่ต้องเสียเวลานับ

อายุ 14+ ปี

ตอนนี้นักกีฬาเริ่มโฟกัสความท้าทายเฉพาะตัวของพวกเขาได้แล้ว และจะเริ่มการฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสมดุลระหว่างความยืดหยุ่น พลัง ความแข็งแกร่ง ความเร็ว และเทคนิค ตอนนี้นักกีฬาผ่านการฝึกฝนมา 5-7 ปีแล้ว รวมอีกอย่างน้อยๆ 3 ปีที่เริ่มฝึกกับบาร์ 4 ปีนับจากวันที่พวกเขาอายุ 14 พวกเขาจะเริ่มฝึกฝนเพื่อตำแหน่งในทีมชาติเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศเข้าแข่งกีฬาโอลิมปิก

—Kirksman, ที่มาของบทความ

มันมีบทเรียนสำคัญมากๆในเรื่องนี้ และเป็นบทเรียนว่าด้วยพลังของการเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป

  1. การเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป สอนให้คุณเชื่อในตัวเองในบรรดาทักษะที่สามารถช่วยให้คุณ บรรลุเป้าหมาย ได้ ผมให้ “ความเชื่อที่คุณมีให้ตัวเอง” เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด

ซึ่งผมรู้เพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่ไม่ว่าใครก็ตามสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้ นั่นคือ พิสูจน์ความสามารถและคุณค่าของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความสำเร็จและชัยชนะเล็กๆ

คุณคิดว่านักกีฬายกน้ำหนักชาวจีนที่ผ่านการฝึกฝนแบบนั้นจะเชื่อในตัวเองไหม? แน่นอนพวกเขาเชื่อ! เพราะตอนที่พวกเขาอายุ 12 ปีพวกเขาผ่านการฝึกฝนในกีฬานี้ มากกว่าที่คนส่วนใหญ่บนโลกเคยฝึกมาตลอดชีวิตแล้ว

ที่สำคัญ พวกเขาไม่ได้เริ่มโฟกัสที่เป้าหมายหรือผลลัพธ์เลย จนกระทั่งพวกเขาเริ่มสบายใจและภูมิใจกับร่างกายของตัวเอง และเริ่มรู้สึกเชื่อในตัวตนของตัวเอง

มันไม่มีเคล็ดลับอะไรในเรื่องนี้ ถ้าคุณต้องการความสำเร็จ คุณต้องเชื่อในตัวเอง การเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปอนุญาตให้คุณใช้เวลา “สร้างบุคลิกของผู้ชนะก่อน” จากนั้นค่อยว่ากันเรื่องผลลัพธ์และผลงาน

  1. การเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป ช่วยลดความกดดันและเปิดทางให้ทำตาม Passion

    ทำงานหนักเพื่อบางอย่างที่เชื่อคือ Passion ทำงานหนักในสิ่งที่เราไม่เชื่อคือ ความเครียด
    – Simon Sinek

ในตอนเริ่มต้น เป้าหมายเดียวของจีนคือ ความสนุกของนักกีฬา พวกเขาต้องการให้นักกีฬาสนุกกับกิจกรรมและการฝึกฝนเพื่อเป็นนักกีฬา

คุณลองคิดดูสิครับว่า ผลลัพธ์มันจะแตกต่างขนาดไหนกับกระบวนการที่เราเจอกันทั่วไป ครั้งสุดท้ายที่คุณใช้เวลา 3 ปีเพื่อสนุกกับกระบวนการเติบโตและพัฒนา ก่อนที่จะเริ่มโฟกัสเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการน่ะเมื่อไหร่?

ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นแบบไหนครับ? เรากระโดดไปตั้งเป้าหมายเลย เพราะเห็นชาวบ้านเขาทำ เขาเป็น เขามีกัน แถมแทนที่จะโฟกัสสนุกกับกระบวนการเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาทักษะใหม่ๆ เราพุ่งตัวเข้าใส่เป้าหมาย (เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน) และตัดสินใจว่า เราเป็นคนล้มเหลวเพราะคิดว่ามันไม่เกิดผลลัพธ์…

ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนถ้าเราอนุญาตให้ตัวเองสนุกกับการเดินทางมากพอๆกับผลลัพธ์? อย่าลืมว่าผลลัพธ์ที่เราวาดฝันไว้ วันที่ไปถึงอาจไม่ได้หน้าตาแบบนั้นก็ได้

ถ้าคุณคิดถึงกิจกรรมที่สนุกที่สุดในชีวิต มันเริ่มต้นได้อย่างไรครับ? ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่การวู่วามกระโดดเข้าใส่แล้วสนุกเลย ผมมั่นใจว่าคุณเริ่มจากการสำรวจ หาข้อมูล และค่อยๆก้าวเดินไปทีละก้าว ค่อยๆเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เริ่มจากความสงสัยใคร่รู้ และจบที่ Passion

เลิกคิดถึงผลลัพธ์ก่อนครับ อนุญาตให้ตัวเองสนุกกับการได้เป็นคนที่เก่งขึ้นและดีขึ้นในทุกๆวัน อนุญาติให้ตัวเองสนุกกับการเดินทางสู่ความยิ่งใหญ่

  1. การเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป สอนให้รู้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอมันง่ายมากที่จะให้ราคาเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นสูงเกินไป และให้คุณค่าการฝึกตัดสินใจให้ดีขึ้นสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันต่ำไป

เกือบทุกอุปนิสัยที่เรามี ไม่ว่าดีหรือร้าย คือผลลัพธ์ของการสะสมการตัดสินใจเล็กๆนับไม่ถ้วนตลอดชีวิตของเรา

ถ้าประโยคข้างบนเป็นความจริง ถ้าปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือผลลัพธ์ของการตัดสินใจนับพันๆครั้งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของคุณ มันจะไม่สมเหตุสมผลหรอที่จะบอกว่า หนทางสู่ความสำเร็จ ความสุข ความสงบ สุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตามแต่ที่คุณต้องการ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนับพัน นับหมื่น ครั้งในทุกๆวัน?

แต่ก็อีกน่ะแหละ มันน่าทึ่งที่เราลืมเรื่องนี้กันง่ายมาก เมื่อเราเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต เราลงมือทำแบบคาดหวังเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตบางอย่าง แทนที่จะโฟกัสไปที่การตัดสินใจในแต่ละวันให้ดีขึ้น

เมื่อเราหมกมุ่นกับการเห็นผลลัพธ์บางอย่างเร็วเกินไป สิ่งเดียวที่เราคิดคือ วิธีไปถึงเป้าหมาย แต่คุณค่าของการเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปคือ การอนุญาตให้ตัวเองได้รู้ว่ากระบวนสู่เป้าหมาย สำคัญไม่แพ้เป้าหมาย ไม่สำคัญว่าท้ายที่สุดคุณจะไปถึงเป้าหมายนั้นไหม

ผมกล้าพูดว่า ไม่ว่าคุณจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ วิธีที่คุณใช้เพื่อไปถึงเป้าหมาย สำคัญกว่าตัวเป้าหมาย

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ความเป็นผู้นำไม่ได้ถูกกำหนดโดยตำแหน่ง หรือการชนะการเลือกตั้ง หรือการได้เลื่อนขั้น ความเป็นผู้นำหมายถึงการคอยสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมอย่างสม่ำเสมอในแต่ละวัน มันคือการดูแลพนักงานหรือลูกน้องในขณะที่ไม่มีใครทำ มันคือการถามคำถามที่สำคัญเป็นคนแรก ลงมือทำแม้ไม่มีใครเห็น และยอมเสียสละเพื่อบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการของตัวเอง

มันคือการตัดสินใจที่ดีขึ้นสำหรับทุกเรื่องในทุกวัน

มันคือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทางความปรารถนาที่จะได้ผลลัพธ์เร็วๆ ไปถึงเป้าหมายเร็วๆ กำลังหลอกให้คุณคิดว่าผลลัพธ์นั้นคือรางวัลที่แท้จริง มันไม่ใช่แบบนั้น การเติบโตแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปสอนให้คุณได้รู้ความจริง…

ความจริงที่ว่า การเติบโตเพื่อเป็นคนแบบที่คุณต้องการ คนที่มาตรฐานสูง คนที่เชื่อมั่นในตัวเอง คนที่เป็นที่พึ่งพาของทุกคนที่เขารัก เกิดจากการตัดสินใจและกระบวนการในแต่ละวัน มันคือการเดินทาง มันไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

หยุดบูชาเอาคนรวย คนดัง คนมีชื่อเสียง คนที่มีผู้ติดตามเยอะๆไว้บนหิ้งและวิ่งไล่ตามแบบขาดสติ สิ่งที่เราเห็นคือภาพที่เขาอยากให้เราเห็น เราไม่รู้ว่าในแต่ละวันเขาผ่านอะไรมาและใช้ชีวิตแบบไหน จากนั้นเริ่มเรียนรู้จากคนที่ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากใช้ คนที่เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากทำตาม

ไม่สำคัญว่าคุณชนะใคร ไม่สำคัญด้วยซ้ำว่าคุณชนะหรือแพ้ มันสำคัญว่าคุณชนะอย่างไร

OHMPIANG
ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

ที่มา: https://jamesclear.com/slow-growth

View Details


บทความนี้มาจากคลิป Youtube ของไรอัน เซอร์ฮานท์ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของนิวยอร์ค “I Met 94 Billionaires … Here’s 6 Things I Learned”

ด้วยความที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โปรไฟล์ดีและมาแรงมากๆ เขามีโอกาสได้เจอและร่วมงานกับมหาเศรษฐีพันล้านหลายต่อหลายคน

เขาบอกว่า ทุกวันนี้มีมหาเศรษฐีพันล้าน 2640 คนบนโลก คนที่มี Net Worth มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญ และในโทรศัพท์ของเขามี Contact คนเหล่านี้ถึง 94 คน

ต่อไปนี้คือ 6 อย่างที่มันน่าสนใจมากๆที่เขาได้เรียนรู้จากการได้ร่วมงานกับกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

  1. เศรษฐีพันล้านเลือกส่งข้อความ ไม่ยกหูคุยเวลาคือเงิน มหาเศรษฐีพันล้านทุกคนรู้คุณค่าของเงินดี อันที่จริงพวกเขารู้คุณค่าของเงินและเวลามากกว่าทุกคนที่ผมรู้จักหลายมิติเลย พวกเขามีทีมงาน ทีมกฎหมาย ทีมการตลาด ทีมประชาสัมพันธ์ มีคนที่ต้องการเวลาเขาตลอดเวลา แต่พวกเขารู้ว่าไม่มีเรื่องไหนสำคัญเท่าเวลาของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมให้การคุยโทรศัพท์ขโมยเวลาของพวกเขา

พวกเขาเลือกใช้วิธีส่งข้อความ Text หรือข้อความเสียง เพราะมันใช้เวลาน้อยมากๆ ที่สำคัญพวกเขาเลือกใช้แอปอย่าง Signal ที่ลบข้อความที่ส่งออกไปอัตโนมัติ เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่พวกเขาส่งเป็นความลับสำคัญ

Jeff Bezos เจ้าของ Amazon ทำเงินได้วินาทีละ 2,500 ดอลลาร์ เขาไม่ยอมให้ใครมาเอาเวลาของเขาไปง่ายๆด้วยการยกหูคุยโทรศัพท์ เว้นแต่ว่ามันคุ้มค่าจริงๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ตอนนี้ผมมีดีลอสังหาริมทรัพย์กับลูกค้า 2 คน ดีลมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ กับ 100 ล้านดอลลาร์ ลูกค้าดีล 1 ล้านดอลลาร์พยายามโทรหาผม 62 ครั้งเพื่อนัด Meeting พยายามเอาทีมกฎหมาย เอาครอบครัว เอาทุกคนมานั่งคุยกัน ในขณะที่ดีล 100 ล้านดอลลาร์ ที่ผมอยากนัดคุย อยากยกหูโทรศัพท์หา เขาไม่รับสายผมเลย แต่พอส่งข้อความหา ทุกอย่างเดินหน้าแบบเรียบง่าย

คนทั่วไปมีไอเดียว่าการเป็นคนมั่งคั่งต้องทำอย่างไร พวกเขารู้หมดแหละ แต่คนที่มั่งคั่งจริงๆเข้าใจว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือ ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเขา นั่นคือ เวลา

คนที่มั่งคั่งจริงๆ จะไม่ยอมเสียเวลาทั้งของตัวเองและของคนอื่น

  1. เศรษฐีพันล้านเชี่ยวชาญการไม่เสียเวลาหลายปีก่อนตอนที่ผมได้ไปนั่งกินข้าวกับลูกค้ามหาเศรษฐีพันล้านคนแรก สิ่งแรกที่เขาทำคือ สั่งน้ำเปล่าก่อน พอบริกรเอาน้ำมาเสิร์ฟ เขาสั่งอาหารทันที และถามผมว่าผมจะสั่งอะไร พอผมยังไม่รู้ เขาบอกว่า เขาจะสั่งให้เลย เราจะได้ไม่เสียเวลาคุย เวลาทุกนาทีมีค่าจริงๆ

มันน่าแปลกใจเพราะผมไม่เกร็งเลย ออกจะผ่อนคลายด้วยซ้ำ ทั้งๆที่รู้ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง

พอผมได้โอกาสทานข้าวกับลูกค้ามหาเศรษฐีพันล้านคนที่สอง เขาไม่ได้ดูเมนูด้วยซ้ำ เขายกมือขึ้นแล้วบอกบริกรว่า “เซอร์ไพรซ์เราหน่อย” เขารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องอร่อยเพราะเราคุยกันในภัตตาคารหรู

มหาเศรษฐีพันล้านทำตัวแตกต่างจากคนทั่วไป พวกเขาแตกต่างแต่ไม่หยาบคาย พวกเขารู้ว่าเวลาของบริกรก็มีค่าเช่นเดียวกันและไม่พยายามทำให้ใครก็ตามเสียเวลาแม้แต่น้อย

อันนี้เป็นตัวอย่างเรื่องการตัดสินใจและการใช้เวลากับเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างสั่งอาหารเย็น

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ คนประสบความสำเร็จ พวกมหาเศรษฐีพันล้านใช้เวลาตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่มากๆ เร็วยิ่งกว่า ใช้เวลาตัดสินใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ

เรื่องนี้ในหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ยืนยันตรงกัน

“คนสำเร็จตัดสินใจอย่างรวดเร็วและใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจนั้น ในขณะที่คนล้มเหลวเรื่องเงิน กว่าจะตัดสินใจอะไรได้ใช้เวลานานมาก แถมมีแนวโน้มจะเปลี่ยนใจเร็วและบ่อยมาก”

เพราะการตัดสินใจคือ หน้าที่ของพวกเขา

  1. เศรษฐีพันล้านไม่ไว้ใจใครง่ายๆ พวกเขาไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบนี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมเจอหรือยอมนัดคุยกับใครง่ายๆ พวกเขาไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เพราะพวกเขาเคยพลาดเรื่องนี้มาเยอะจนเอียนแล้ว กว่าจะมาถึงจุดนี้พวกเขาถูกเอาเปรียบมาตั้งเท่าไหร่ พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่ผ่านมาอย่างดี

เมื่อใดก็ตามที่มีคนเข้าหาพวกเขา หรือเข้ามาในวงกลมแห่งความเชื่อใจของพวกเขา สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือ ตั้งกำแพงทันที เหตุผลง่ายๆ เพราะเขารู้ว่าทุกคนมีเหตุผลที่พยายามเข้ามาในชีวิตเขา

วิธีที่ผมใช้สำหรับการเข้าหาลูกค้าระดับมหาเศรษฐีคือ ผมทำงานให้พวกเขาฟรีๆครับ ผมไม่เอาค่านายหน้าเลย ซึ่งแน่นอนว่าค่านายหน้าอันน้อยนิดของผมมหาเศรษฐีพวกนี้จ่ายได้อยู่แล้ว แต่ตรงนี้แหละครับที่คนที่เห็นคุณค่าของผู้อื่นจริงๆแตกต่างจากคนอื่น

พวกเขาไม่มีทางให้ผมทำงานฟรีๆ พวกเขามีน้ำใจและต้องหาทางตอบแทนคนที่ทำงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งที่ผมทำเพื่อให้ลูกค้ามหาเศรษฐีรู้ว่าผมไม่ได้มาเอาเปรียบพวกเขาและจะไม่มีวันทำเช่นนั้นคือ ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู ผมหมายถึงผมค่อยเริ่มจากคนวงนอกของวงกลมแห่งความเชื่อใจของเขาก่อนและไม่ข้ามหัวใคร

ความเชื่อใจเป็นเรื่องเปราะบาง คุณได้มาเร็ว คุณจะเสียมันเร็ว

เศรษฐีพันล้านไม่เสียเวลาเสียดายความสัมพันธ์ใดๆที่ทำให้เขาเสียเวลาหรือเสียความเชื่อใจ ต่อให้คุณทำงานกับเขามา 10 ปีแต่ถ้าทำให้พวกเขาหมดความเชื่อใจหรือความมั่นใจแม้นิดเดียว พวกเขาจะไม่เสียเวลาแม้วินาทีเดียวกับคุณอีก เพราะอย่าลืมว่า ยิ่งถ้าสิ่งที่คุณทำมีคนอีกมากทำได้ ยิ่งหาคนมาแทนง่าย

  1. เศรษฐีพันล้านเข้าใจความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินและสิ่งของฟุ่มเฟือยมันอาจฟังดูเป็นเรื่องปกติที่จะบอกว่า พวกเขาไม่กลัวที่จะใช้เงิน แต่มันน่าสนใจที่จะเรียนรู้ว่าพวกเขาใช้เงินไปกับอะไร

ผมเองสนุกกับการได้เห็นอุปนิสัยการใช้เงินของลูกค้าที่เป็นเศรษฐีพันล้าน พวกเขาขี้เหนียวมากกับบางอย่าง และสายเปย์มากกับบางอย่าง

พวกเขาสามารถยกเลิกสัญญาโปรเจคหนึ่งแค่เพราะมันแพงกว่าที่พวกเขาคิดไป 5 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันพวกเขากลับยอมทุ่มจ่ายแพงกว่าราคาตลาดหลายล้านดอลลาร์ในอีกโปรเจคหนึ่ง

ความแตกต่างอยู่ที่คำๆเดียว “การเติบโต” พวกเขายอมจ่ายเต็มที่กับสิ่งที่สามารถเติบโตได้ และสิ่งที่เพิ่มคุณค่าให้ชีวิตของพวกเขา บางคนอาจมีบ้านใหญ่เป็นวัง มีรถหรู มีเครื่องบิน แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ชนิดเดินสวนกันไม่รู้เลยว่ารวยล้นฟ้า หรือบางคนอาจจะเต็มเหนี่ยวกับชีวิตไปเลย ซึ่งสุดท้ายมันไม่สำคัญ

ประเด็นสำคัญคือ พวกเขารู้ไง ว่าอะไรที่จ่ายไปแล้วเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตพวกเขา และนิยามคุณค่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แต่ร้อยทั้งร้อย ทุกอย่างสามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งสิ้น ลองคิดดูสิถ้ามีใครสักคนชวนคุณว่า

“วันเสาร์นี้ว่างไหม มาที่เรือยอร์ชผมสิ เราจะได้นั่งคุยดีลพันล้านกันว่าจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร”

  1. เศรษฐีพันล้านโฟกัสทำเฉพาะเรื่องที่เขาคนเดียวเท่านั้นทำได้เรื่องนี้เป็นบทเรียนข้อสำคัญที่สุดของผมเลย พวกเขาลงมือทำเฉพาะเรื่องที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด สิ่งที่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และทำมันอย่างสุดความสามารถ อะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องสำคัญที่สุดที่เขาคนเดียวเท่านั้นทำได้ เขาหาคนที่ถนัดกว่ามาทำแทน

พวกเขาอยู่ในจุดที่ทำมาทุกอย่างแล้ว ทำเยอะจนวางและหาคนมาทำแทนได้แล้ว

ถ้าวันนี้ผมจะเริ่มเลียนแบบคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ผมจะเริ่มจากการโฟกัสทำในสิ่งที่มีแต่ผมเท่านั้นที่ทำได้ ในธุรกิจหรืองานที่ผมทำ

  1. เศรษฐีพันล้านก็คนเหมือนๆเราพวกเขามีความต้องการ มีความท้าทาย มีปัญหาเหมือนๆกับเรา เพียงแต่ปัญหาที่พวกเขาเจอ เป็นปัญหาที่มีคุณภาพมากกว่าที่คนทั่วไปเจอ

ตอนที่ผมยังใหม่ๆ ผมเดินทางไปพบลูกค้าที่เป็นเศรษฐีพันล้านคนแรกๆ ที่สนามบินส่วนตัว เพื่อขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของเขา พอไปถึง ปรากฎว่าเกิดปัญหาขึ้นทำให้เครื่องบินขึ้นไม่ได้ เขาหงุดหงิดมากเพราะนั่นหมายถึงเขาต้องซื้อเครื่องบินส่วนตัวลำใหม่

มันฟังดูบ้ามาก น่าจะเป็นปัญหาของมนุษย์ 0.0001% ของโลกนี้ แต่เขาไม่ได้ฟูมฟายนะ ปัญหาของเขาเป็นปัญหาตามระดับคุณภาพชีวิต ยิ่งคุณภาพชีวิตสูง ปัญหาที่เจอยิ่งราคาสูง มันเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าคุณอยากมีลูกค้าระดับสูง คุณต้องสามารถแก้ปัญหาคุณภาพสูงที่พวกเขาเจอ และถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาคุณภาพสูงให้พวกเขาได้จริง อนาคตของคุณสดใสแน่นอน

ที่มา >>

View Details


ตอนที่ Sir Richard Branson มหาเศรษฐีพันล้าน อายุ 15 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจนิตยสาร

เขาบอกในรายการ Podcast “Armchair Expert” ว่า เขาตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ

“เขารู้ว่า เขาสามารถทำเงินได้”

เขาเริ่มด้วยการ Cold-calling ไปตามบริษัทต่างๆ และชวนให้บริษัทเหล่านั้นมาซื้อพื้นที่โฆษณาในนิตยสารของเขา แทนที่จะไปซื้อกับนิตยสารคู่แข่ง

วิธีนี้ระดมทุนให้ธุรกิจนิตยสารของเขามากถึง 4,000 ดอลลาร์ เรื่องถึงหูครูใหญ่ของโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่

ครูใหญ่ประหลาดใจและทึ่งในความสามารถในการโน้มน้าวของเขา ตอนที่ Richard Branson มายื่นใบลาออก ครูใหญ่มอบคำพยากรณ์และคำเตือนให้เขา

“ถ้าเธอไม่ออกนอกลู่นอกทางจนติดคุก เธอจะกลายเป็นมหาเศรษฐีมีเงินล้นฟ้า”

Richard Branson บอกว่าเขารู้ว่าตัวเองสามารถจ่ายค่าพิมพ์นิตยสารได้ และรู้วิธีหาเงิน เขารับคำเตือนนั้นเอาไว้ และลาออกจากโรงเรียน

คำทำนายเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วของครูใหญ่ถูกต้อง Richard Branson ยังไม่ติดคุก แต่กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มี Net worth มากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ อาณาจักรธุรกิจของเขาไปไกลเกินกว่าจินตนาการ มันไกลไปถึงจักรวาล จากจุดเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี

Richard Branson บอกว่า เขาเริ่มต้นธุรกิจนิตยสารเพราะเขารู้สึกว่า สิ่งพิมพ์ที่มีอยู่ในตลาดไม่น่าสนใจและไม่ได้ช่วยให้เขามีความรู้มากขึ้น แทนที่จะต้องทนอ่านสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาสนใจ เขาสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาเองดีกว่า

เขาบอกว่า มันมีอะไรมากมายที่เขาต้องการจะรู้ แต่เป็นสิ่งที่ครูคณิตศาสตร์หรือครูสอนภาษาฝรั่งเศสสอนเขาไม่ได้ และในเมื่อยังไม่มีใครทำ เขาจึงทำมันขึ้นมาเอง เพื่อตัวของเขา และเพื่อคนหนุ่มสาวที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์น่าหงุดหงิดเช่นเขา

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่เขาตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจนิตยสารก็เพราะเขาต้องการแก้ปมในใจ Richard Branson มีความท้าทายในระบบการศึกษา เขาเป็น Dyslexia (มีความบกพร่องในการอ่านและเขียน)

เมื่อปี 2019 Richard Branson เคยเขียนเอาไว้ว่าส่วนใหญ่แล้ว Dyslexia เกิดขึ้นกับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาที่สูงทะลุกราฟ

“ในยุคของ AI และหุ่นยนต์ คนที่มีทักษะการแก้ปัญหา คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคนที่สามารถใช้จินตนาการได้ จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน”

Richard Branson ส่งท้ายบทสัมภาษณ์ด้วย

“ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้เรื่องหนึ่งตั้งแต่ยังอายุน้อย เรื่องความสำคัญของการดึงศักยภาพและส่วนที่ดีที่สุดของคนออกมา ผมค้นพบว่าถ้าผมต้องการประสบความสำเร็จ ผมต้องมี Master Mind ผมต้องเอาคนที่เก่งในเรื่องที่ผมไม่สามารถทำได้มาอยู่รอบตัว คนที่เก่งเรื่องที่สำคัญต่อความสำเร็จในธุรกิจของผม”

ที่มา: https://www.cnbc.com/2023/01/06/richard-branson-school-headmaster-predicted-id-become-a-millionaire.html

คนที่อธิบายหลักการ Master Mind ได้ดีที่สุดคือ Napoleon Hill ในหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition

“เป็นไปไม่ได้ที่จิต 2 ดวงที่กำลังมุ่งหน้าไปทางเดียวกันหรือมีระดับพลังงานใกล้เคียงกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะไม่สร้างพลังงานที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และมีความรู้สึกนึกคิดราวกับเป็นจิตดวงที่ 3 ที่สำคัญจิตดวงนี้มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง”

ถ้าตอนนี้ท่านยังไม่มีกลุ่ม Master Mind ผมมีกลุ่ม Master Mind สำหรับศึกษาหนังสือสร้างเศรษฐีระดับตำนาน Think and Grow Rich OHMPIANG Edition ทุกวันพฤหัสเวลา 19.30 น. ใครจะไปรู้บางทีนี่อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของท่านก็ได้

เงื่อนไขของการเข้าร่วมนั้นเรียบง่าย เพียงเป็นเจ้าของหนังสือ Think and Grow Rich OHMPIANG Edition อ่านหรือฟังให้จบ แล้วกดเข้าร่วมกลุ่มตามคำแนะนำที่แนบไปพร้อมหนังสือ

อ่านรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ >> https://ohmpiang.com/think-and-grow-rich/

หวังว่าท่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้

OHMPIANG
ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

View Details



สำหรับ Episode ที่ 24 เราจะมาพูดถึงเรื่อง Mindset ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญมากๆของความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ใครๆก็พูดถึง และก็น่าจะได้เวลาที่ผมจะพูดถึงบ้างในมุมมองและประสบการณ์ของผม

เมื่อท่านเดินทางมาถึงจุดหนึ่งในชีวิต ท่านจะค่อยๆเข้าใจไม่ว่าจะด้วยประสบการณ์หรือการตื่นรู้ว่า วิธีที่ท่านคิด ความเชื่อที่ท่านยึดมั่นถือมั่น และทัศนคติที่ท่านสะท้อนออกมาทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายแล้วคือตัวตัดสินอนาคตของท่าน

เรามาเริ่มกันที่ความสำคัญของการมี Mindset ที่ถูกต้องกัน

มันมี Mindset อยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ Fixed Mindset และ Growth Mindset

ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า Mindset ที่ถูกต้องคือ Mindset ที่มีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา หรือที่เรียกกันว่า Growth Mindset แต่ประเด็นคือการมี Growth Mindset สำหรับผมมันมากกว่าการมีเป้าหมายจะพัฒนาตัวเองหรือเติบโตตลอดเวลา

คนที่มี Fixed Mindset คือคนที่เชื่อว่าทักษะ ความสามารถ ความฉลาด ความรู้ หรือพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วจากฟ้า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

คนที่มี Fixed Mindset มีคุณลักษณะเหมือนกันคือ ไม่ชอบความท้าทายและกลัวความล้มเหลว ซึ่งตรงนี้เองทำให้พวกเขาไปไม่ไกลเท่าที่ควร

ส่วนคนที่มี Growth Mindset คือคนที่เชื่ออย่างไม่สงสัยว่าพวกเขาสามารถพัฒนาทักษะ ความสามารถ ความฉลาด ความรู้ หรือพรสวรรค์ที่พวกเขามีด้วยการขยัน ทุ่มเท ทำงานหนัก และมีความเพียรพยายาม

จิตของพวกเขาเปิดกว้างรับความท้าทายและมองความล้มเหลวว่าเป็นโอกาสในการเติบโต และช่วยเพิ่มโอกาสในความสำเร็จที่พวกเขาปรารถนา

คำถามคือ แล้วเราจะสร้าง Growth Mindset ได้อย่างไร?

การจะมี Growth Mindset ที่ถูกต้องสำหรับทุกอย่างที่ปรารถนา ขั้นแรกเลยท่านต้องเปิดใจเชื่อในพลังของความคิดก่อน

ตาม Concept ในหนังสือ As a man thinketh ของ James Allen ที่บอกว่า “มนุษย์จะเป็นไปดังความคิดที่เขามีอยู่ในหัวใจ”

พืชพรรณไม่อาจงอกเงยได้ หากปราศจากเมล็ดพันธุ์ฉันใด การกระทำของมนุษย์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากเมล็ดพันธุ์ของความคิดที่ซ่อนอยู่ฉันนั้น

สิ่งที่ท่านคิดและเชื่อในโลกภายใน สร้างโลกภายนอกของท่าน เปิดใจยอมรับความจริงข้อนี้ว่าท่านสามารถเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาได้ ทุกประสบการณ์ไม่ว่าร้ายหรือดีคือ โอกาสให้ท่านได้เติบโตและเรียนรู้

หลังจากที่ท่านเปิดใจยอมรับความจริงเรื่องพลังของความคิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้

หนึ่งในวิธีฝึกฝนและสร้าง Mindset ที่ถูกต้องคือ รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใดจากนั้นวางแผนการทำงานหรือการเดินทางเพื่อสิ่งนั้น

เมื่อใดก็ตามที่เป้าหมายของท่านชัดเจน ท่านเห็นภาพของสิ่งที่ต้องการชัดแจ๋ว มันง่ายมากที่จะโฟกัส มันง่ายมากที่จะรักษาระดับพลังงาน และมันง่ายมากที่จะมีวินัย

ผมเองเมื่อใดก็ตามที่เป้าหมายชัด ผมตื่นตี 4 ทุกวันเพื่อมาทำงาน และตื่นเต้นที่ได้ตื่นตี 4 ด้วย

สำคัญคือเมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว อย่าลืมค่อยๆซอยเป้าหมายออกเป็นเป้าหมายเล็กๆที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ทันที และฉลองทุกครั้งที่ทำสำเร็จ

วิธีนี้จะช่วยให้ท่านสร้างโมเมนตัมที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อเป้าหมายหลักและช่วยให้ท่านคุ้นเคยกับความรู้สึกสำเร็จ

ขั้นตอนต่อไปที่ผมจะพูดถึงคือ การมีทัศนคติและพลังงานที่เป็นบวก

ทัศนคติที่เป็นบวกคือพลังงานที่จะพาท่านไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ เมื่อท่านใช้ชีวิตด้วยความกระตือรือร้น คิดบวก และรู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้น ท่านจะพบว่าประตูแห่งโอกาสจะเปิดออกง่ายขึ้น บ่อยขึ้น และที่สำคัญไม่ได้เปิดแค่บานเดียว

เรื่องของพลังงานเชิงบวก ท่านสามารถศึกษาต่อได้ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition ในหนังสือมีทุกอย่างที่ท่านต้องการเพื่อความสำเร็จ

แต่สำหรับท่านที่ไม่มีเวลาวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะฝึกฝนและคงไว้ซึ่งพลังงานเชิงบวกได้คือ ฝึกฝนที่จะขอบคุณ

ผมบอกท่านตรงนี้เลยว่า “ไม่มีใครน่าสงสารมากไปกว่าคนที่ไม่สามารถเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขามีอีกแล้ว”

ยิ่งชีวิตท่านแย่ ยิ่งท่านเจอแต่อุปสรรคชนิดหาเรื่องดีๆไม่ได้ ท่านยิ่งต้องฝึกฝนที่จะขอบคุณ

นับแต่นี้ไป หาสมุดเล่มเล็กๆสักเล่ม จัดเวลาอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อเขียนขอบคุณเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น เขียนลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เช่น ขอบคุณที่วันนี้ลูกกินข้าวเยอะ ขอบคุณที่ลูกค้าโอนเงินให้แบบง่ายๆ ขอบคุณที่วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารัก ขอบคุณที่วันนี้แฟนทำอาหารให้กิน

เรื่องง่ายๆแบบนี้แหละจะเปลี่ยน Mindset ของท่าน เรื่องง่ายๆที่ถูกมองข้ามนี่แหละจะช่วยให้ท่านมี Mindset ของความมั่งคั่ง ร่ำรวย เหลือเฟือ

แล้วเมื่อใดก็ตามที่ท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย สิ้นหวัง อ่อนล้า และอ่อนแรง

หยิบสมุดขอบคุณของท่านขึ้นมา และพลิกอ่านได้เลย เรี่ยวแรงของท่านจะกลับมา และเป้าหมายของท่านจะกลับมาชัดเจนอีกครั้ง

ขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ผมเรียนรู้มาด้วยประสบการณ์อันโหดร้ายของตัวเอง

ท่านต้องเข้มงวดอย่างมากในการเลือกคนที่อยู่รอบตัว พลังงานของคนรอบตัวมีผลอย่างมากต่อ Mindset และทุกอย่างในชีวิตของท่าน

ถ้ารอบตัวท่านเต็มไปด้วยพลังงานเชิงบวกและคนที่มี Mindset ที่ถูกต้อง ท่านจะได้รับอิทธิพลนั้นและสุดท้ายท่านจะเป็นเช่นนั้น

กลับกันถ้าท่านอนุญาตให้คนมีพลังงานเชิงลบเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต สุดท้ายท่านจะเป็นเช่นนั้น มันคือความจริงอันโหดร้ายที่ผมได้เรียนรู้มา เป็นบทเรียนราคาแพงที่ผมจะจำไปจนตาย

สรุปอีกครั้งก่อนจากกัน

การมี Mindset ที่ถูกต้องคือ รากฐานที่สำคัญมากต่อความสำเร็จที่ท่านปรารถนา ด้วยการมี Growth Mindset ที่ถูกต้อง เปิดใจยอมรับพลังของความคิดและการมีอยู่ของจิต ตั้งเป้าหมายชัดเจน รักษาระดับพลังงานเชิงบวก ฝึกฝนที่จะขอบคุณ และเคร่งครัดเรื่องการเลือกคนที่คบ ท่านได้เตรียมตัวพร้อมสำหรับความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย และความสุขที่ท่านปรารถนาอย่างดีแล้ว

ท่านจะพบว่าอุปสรรค ขวากหนาม ความท้าทายที่เคยน่ากลัว มันค่อยๆเล็กลงจนเหมือนก้อนกรวดข้างทาง และโอกาสที่เคยหายากๆ กลับเผยตัวออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

ท่านมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของท่านอยู่แล้ว อย่าไปหาที่ไหนไกล

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้า

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

View Details



ความเดิมตอนที่แล้ว ผมพูดถึงสกุลเงินที่มีค่ามากที่สุดในโลก และ 5 เทคนิคลับนักขายนอกตำราที่ประกอบด้วย

อย่าขายชิ้นเนื้อ จงขายเสียงย่างเนื้อ

อย่าเขียน จงส่งโทรเลข

พูดพร้อมดอกไม้ในมือ

อย่าปิดด้วย “จะซื้อไหม” ให้ถามว่า “รับชิ้นไหน”

ดูเสียงเห่าของตัวเอง

Episode นี้ผมจะมาเน้นข้อแรกที่สำคัญถึงขนาดเขียนหนังสือได้อีกเล่ม อย่าขายชิ้นเนื้อ จงขายเสียงย่างเนื้อ

หนังสือที่เอลเมอร์ วีลเลอร์ผู้เขียน Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำราเขียนเพื่อใช้อธิบายเทคนิคข้อแรกนี้ชื่อ เสียงย่างเนื้อ เป็นอีกหนึ่งเล่มที่ผมแปล

เสียงย่างเนื้อ คือ ชื่อเทคนิคการขายเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของ เอลเมอร์ วีลเลอร์

เอลเมอร์ วีลเลอร์บอกว่า เสียงย่างเนื้อขายสเต็กได้มากกว่าตัววัวชนิดเทียบกันไม่ได้ แม้ว่าวัวจะสำคัญมากก็ตาม ตัววัวไม่สามารถขายตัวมันเองได้ แต่เมื่อบริกรเดินถือถาดสเต็กร้อนๆส่งเสียงฉ่า ฉ่า ฉ่า ผ่านโต๊ะของคุณไป คุณจะได้ยิน ได้เห็น และได้กลิ่นเสียงย่างเนื้อนั้น จากนั้นคุณจะซื้อ! จงหาเสียงย่างเนื้อในสิ่งที่คุณขาย และคุณจะประสบความสำเร็จ

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง การใช้เสียงย่างเนื้อ จากในหนังสือครับ


ที่ประเทศเม็กซิโก ผมได้พบกับนักขายขั้นเทพจำนวนมาก ทั้งคนที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาติญาณของนักขายและคนที่เกิดมาเพื่อเป็นนักขาย

เรื่องเทคนิคการขาย คุณสามารถเพิ่มประดับคลังอาวุธเอาไว้ได้ด้วยการอ่านหนังสือที่มีอยู่เต็มไปหมดในตลาด แต่ผมไม่อยากให้ความสำคัญกับเทคนิคมากนัก

ผมต้องการให้คุณเข้าใจในศิลปะการขายมากกว่าไปวิ่งไล่ตามเทคนิคเหล่านั้น

เพราะเมื่อใดที่คุณเข้าใจศิลปะการขาย คุณจะขายของได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนปลาที่แหวกว่ายในน้ำ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กขัดรองเท้าชาวเม็กซิกันหน้าโรงแรมรีฟอร์มาต้องการจะขายบริการของเขา เขาจะชี้มาที่รองเท้าของคุณแล้วถามว่า “ขัดเงาไหม?”

แล้วมันมีอะไรพิเศษกับสถานการณ์นี้ใช่ไหม?

ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่คำถาม แต่อยู่ที่การชี้ของเด็กขัดรองเท้า เพราะมันทำให้สายตาของคุณไล่ตามท่าทางของเขาไปจบที่รองเท้าของคุณซึ่งตอนนี้คุณสังเกตว่ามันมัวหมองแค่ไหน โอกาสในการขายบริการขัดรองเท้ามีสูงขึ้นทันที

ท่าทางที่คุณใช้ในการขายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จากการที่ผมเฝ้าสังเกตนักขายมาตลอดชีวิต เรื่องการใช้ท่าทางในการขายนี้จะมีตัวอย่างนักขายอยู่ 2 ประเภทคือ นักขายที่เล่นกับหัวใจ กับนักขายที่เล่นกับสมอง

นักขายจากเม็กซิโกจะเป็นนักขายที่เล่นกับหัวใจ เขาจะขายราวกับว่าเขาตกหลุมรักสินค้าของเขา เขาจะเล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก และจินตนาการของคุณ ในขณะที่นักขายจากแคนาดาจะเป็นนักขายที่เล่นกับสมอง เขาจะใช้ตรรกะ เน้นพูดถึงประโยชน์และเหตุผลที่คุณควรจะซื้อสินค้า

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกเพราะถ้ากางแผนที่ทวีปอเมริกาเหนือ ลักษณะของนักขายจะเปลี่ยนไปจากใต้สุดคือเล่นกับหัวใจมากที่สุด ไปเหนือสุดคือเล่นกับสมองมากที่สุด

นักขายที่เล่นกับหัวใจจะเต็มไปด้วยท่าทางประกอบอารมณ์ความรู้สึก ส่วนนักขายที่เล่นกับสมองจะนิ่ง สุขุม ราวกับเพ่งใช้พลังจิตในการขายตลอดเวลา

ผมจะไม่ตัดสินว่าทั้งสองประเภท แบบไหนดีกว่ากัน แต่ผมเชื่อว่าหัวใจอยู่ใกล้กระเป๋าเงินมากกว่าสมอง ทั้งในความรู้สึกและในทางกายภาพ!

นักขายที่เล่นกับหัวใจจะพูดว่า

“น้ำหอมกลิ่นนี้จะทำให้หัวใจสามีของคุณเต้นไม่เป็นจังหวะ”

นักขายที่เล่นกับสมองจะพูดว่า

“น้ำหอมกลิ่นนี้ฉีดตอนเช้าอยู่ได้ถึงตอนเย็น”

ประโยคไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากันผมไม่รู้ แต่ถ้าเป็นผมจะเอามารวมกันเป็น

น้ำหอมกลิ่นนี้จะทำให้คนที่ได้กลิ่นมันเคลิบเคลิ้ม

ใจเต้นไม่เป็นจังหวะไปตลอดทั้งวัน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังเดินออกจากโรงแรมอย่างเร่งรีบในเมืองเม็กซิโกซิตี้ ผมกำลังพุ่งตัวเข้าไปหารถแท็กซี่ที่จอดอยู่ริมถนนเพราะมีนัดสำคัญ ทันใดนั้นชายร่างเล็กที่อยู่ตรงนั้นชูดอกการ์ดีเนียขึ้นแล้วพูดว่า

“ซื้อสิ ซินยอร์ มันจะช่วยให้คุณรู้สึกเป็นคนสำคัญไปตลอดทั้งวัน”

ข้อเท้าผมเกือบจะพลิกเพราะประโยคนั้นทำให้ผมหันกลับมาซื้อแทบจะทันทีที่เขาพูดประโยคสุดท้ายจบ ผมอยากได้ดอกไม้ไหม? ไม่มีทาง แต่ผมอยากจะรู้สึกเป็นคนสำคัญ รู้สึกมั่นใจไหม แน่นอนเลย! เพราะผมมีประชุมสำคัญทั้งวัน ดังนั้นผมพร้อมมากที่จะซื้อความรู้สึกเป็นคนสำคัญในราคา 50 เซ็นต์!

ที่สำคัญเขาบอกว่า ผมจะได้รับความรู้สึกนั้นไปตลอดทั้งวัน! ความรู้สึกเป็นคนสำคัญทั้งวันแลกกับเงิน 50 เซ็นต์ในวันสำคัญเป็นอะไรที่คุ้มมากๆ

“ไปตลอดทั้งวัน” เป็นเสียงย่างเนื้อที่ทรงพลังมากๆ
สมควรอย่างยิ่งที่จะบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในบรรดาเสียงย่างเนื้อชั้นครู


จากประสบการณ์ของผมที่ใช้ “เสียงย่างเนื้อ” มาตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานประจำขาย 3D Printer ผมค้นพบว่า ชีวิตการขายของท่านจะเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะง่ายขึ้น ผลลัพธ์จะมากขึ้น เมื่อหาเสียงย่างเนื้อของตัวเองเจอ

ไม่ว่าตอนนี้ท่านจะทำอะไรเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็น Sale เป็นนักการตลาด เป็นฟรีแลนซ์ หรือทำงานประจำ ท่านสามารถใช้พลังของคำพูด พลังของเสียงย่างเนื้อในทุกอย่างที่ท่านทำ

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้า และถ้าท่านยังไม่มีหนังสือ เสียงย่างเนื้อ ของ Elmer Wheeler ที่แปลโดย ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ ท่านสามารถสั่งซื้อได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “เสียงย่างเนื้อ” มีทั้งแบบหนังสือเล่มและหนังสือเสียง

View Details



Episode นี้ผมจะมาพูดถึงสกุลเงินที่มีค่ามากที่สุดและวิธีใช้งานสกุลเงินนี้เพื่อให้ท่านได้รับในสิ่งที่ท่านต้องการ

ผมกำลังพูดถึง “คำพูด” ที่ในเชิง Copywriting แล้วเป็นสกุลเงินที่มีค่ามากที่สุด

คำพูดไม่กี่คำสามารถทำให้มนุษย์หัวเราะ ร้องไห้ มีไฟ ห่อเหี่ยว ฮึกเหิม ท้อแท้

เมื่อถูกใช้โดยผู้มีอำนาจ “คำพูด” สามารถใช้ตัดสินชะตากรรมของคนจำนวนมาก ช่วยชีวิตคน หรือแม้แต่ทำสงคราม

ดังนั้นการใช้สกุลเงินนี้เพื่อเพิ่มยอดขายหรือโน้มน้าวลูกค้า เป็นอะไรที่เล็กน้อยมากๆ ขอแค่รู้วิธีใช้และใช้ให้เป็น ใช้ให้เป็นในที่นี้คือ ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา ถูกคน และถูกคำพูด

ความสามารถในการสื่อสารหรือเลือกใช้คำพูดเป็นความสามารถที่สำคัญมากสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งในธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ไม่ว่าท่านจะต้องการโน้มน้าวลูกค้า ต่อรองกับคู่ค้า ให้กำลังใจทีมงาน หรือสานสัมพันธ์กับเพื่อนและคนใกล้ตัว

การรู้ว่าต้องพูดอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร กับใคร เป็นความได้เปรียบสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างได้ราวฟ้ากับดิน

ต่อไปนี้คือหลักการที่จำเป็นต้องรู้เอาไว้ เพื่อฝึกฝนการใช้คำพูดนับจากนี้

  1. รู้ว่าผู้ฟังคือใครก่อนจะเลือกคำพูดที่ทรงพลังและหวังผลได้ ท่านต้องรู้และเข้าใจความต้องการ ความปรารถนา และปัญหาของคนที่ท่านต้องการจะคุยด้วยก่อน

ลองพิจารณาเพศ อายุ การศึกษา ความสนใจ และไลฟ์สไตล์ เพื่อยิงให้ตรงเป้าไปยังสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขากังวล หรือสิ่งที่เขาต้องการ

ด้วยการพิสูจน์ให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าท่านเข้าใจและใส่ใจความต้องการของพวกเขา ท่านชนะใจไปมากกว่าครึ่งแล้ว

  1. กระชับและชัดเจนการสื่อสารที่ดี มีประสิทธิภาพ หวังผลได้ต้องกระชับและชัดเจน ดังนั้นหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ยาก ศัพท์สูง ศัพท์เทคนิค หรือศัพท์อะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้คนฟังสับสน

เน้นเลือกใช้ภาษาที่ง่าย ฟังเข้าใจง่าย ง่ายจนเด็ก 5 ขวบฟังแล้วเข้าใจ

  1. ใช้การเล่าเรื่องเรื่องเล่ามีพลังพิเศษในการดึงดูดและ Connect ระหว่างผู้ฟังกับผู้พูด เป็นการ Connect ในระดับของอารมณ์ความรู้สึก ด้วยการใส่เรื่องเล่าเข้าไปในบทสนทนาหรือโฆษณา ท่านจะสามารถสื่อสารสิ่งที่ท่านต้องการสื่อสารได้ในระดับที่ลึกซึ้งน่าจดจำมากขึ้น

ลองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน เคสการใช้งานจริง หรือตัวอย่างที่จะช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพ

  1. เน้นเล่นกับอารมณ์ อย่าเน้นเล่นกับเหตุผลใครๆก็รู้ว่ามนุษย์ตัดสินใจลงมือทำด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้นท่านก็ควรใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะใช้เหตุผลและความจริง ลองเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้ฟังเพื่อ Connect กับเขาในระดับที่เหตุผลทำไม่ได้

ใช้คำพูดที่ทำให้เขาเห็นภาพของสิ่งที่เราต้องการให้เขาทำในจิต คำพูดที่กระตุ้นให้เขาสงสัย ตื่นเต้น สงสาร และรู้สึกถึงความเร่งด่วน

และเพื่อให้การฝึกฝนการใช้คำพูดของท่านราบรื่นขึ้น ผมแนะนำให้กลับไปอ่าน 5 เทคนิคลับนักขายนอกตำรา ในหนังสือ Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา

อย่าขายชิ้นเนื้อ จงขายเสียงย่างเนื้อ

อย่าเขียน จงส่งโทรเลข

พูดพร้อมกับดอกไม้ในมือ

อย่าปิดด้วย “จะซื้อไหม” ให้ถามว่า “รับชิ้นไหน”

ดูเสียงเห่าของตัวเอง

หนังสือ Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา มีทั้งหนังสือและหนังสือเสียง สั่งซื้อได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าครับ

View Details



ถ้าท่านกำลังมองหาชีวิตที่เรียบง่าย อยากได้วิธีมองและแก้ปัญหาแบบเรียบง่าย อยากมองโลกในมุมมองที่ต่างออกไป Episode นี้เหมาะกับท่านอย่างยิ่ง

เพราะผมจะพูดถึงเรื่องราวที่อยู่ในหนังสือ Adams: The Story of Successful Businessman เรื่องราวของโอลิเวอร์ อดัมส์ ที่สามารถมองเห็นทางออกของทุกปัญหาด้วยวิธีที่เรียบง่าย วิธีที่คนอื่นมองข้าม วิธีที่เมื่อเขาพูดออกมาหรือทำให้ดู ทุกคนจะร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่มันเส้นผมบังภูเขาชัดๆ

ความสามารถในการจัดการกับปัญหาเส้นผมบังภูเขานี้อาจฟังดูเล็กน้อยไม่ได้สำคัญอะไร แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

ต่อไปนี้คือบทเรียนสำคัญจากชีวิตของอดัมส์ที่สามารถช่วยให้ชีวิตของท่านง่ายขึ้น

  1. เปิดใจยอมรับความเรียบง่าย

เช่นเดียวกับพลังจิตใต้สำนึกและทุกอย่างในชีวิต ถ้าใจของท่านยังไม่ยอมรับ ท่านจะไม่มีวันมองเห็นและสัมผัสมันได้ ความเรียบง่ายก็เช่นกัน ในโลกที่ทุกอย่างดูซับซ้อน มันง่ายมากที่จะลืมว่าเส้นทางที่เรียบง่ายมีอยู่จริง ซึ่งบ่อยครั้งมันอยู่ตรงหน้าเราเนี่ยแหละ แต่ยากที่จะมองเห็น

จากประสบการณ์ของผม ทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดทั้งในเรื่องธุรกิจและชีวิตส่วนตัว มักเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดแต่ถูกมองข้าม

เปิดใจยอมรับว่าความเรียบง่ายมีอยู่จริง และถามตัวเองเสมอว่า อะไรคือคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับโจทย์นี้

  1. ถามคำถามที่ถูกต้อง

บางครั้งเส้นผมที่บังภูเขาอยู่สามารถกำจัดได้อย่างง่ายดายด้วยการถามคำถามที่ถูกต้อง

แทนที่จะคิดไปเองแบบวุ่นวายวกวนซึ่งสุดท้ายยิ่งทำให้ทุกอย่างยุ่งยากหนักกว่าเดิม มันเป็นการดีกว่าอยู่แล้วที่จะหยุด ตั้งสติ ถอยหนึ่งก้าว และถามตัวเองว่า “ทางออกหรือทางแก้ปัญหาที่เรียบง่ายที่สุดคืออะไร” หรือ “ปัญหาที่แท้จริงที่ต้องแก้คืออะไร”

  1. ฝึกมองหาความเรียบง่ายในทุกสรรพสิ่ง

ฝึกจิตของท่านให้หัดมองหาทางออกที่เรียบง่ายในทุกสถานการณ์ที่เจอ มันอาจฟังดูง่ายแต่ต้องอาศัยความพยายามในการเปลี่ยนมุมมองและใช้ความกล้าในการเอาตัวเองออกจากกรอบความเชื่อเดิมๆ

  1. อย่าประมาทพลังของสามัญสำนึก

นานมาแล้วตอนที่ผมแปลงานสัมมนาของนักจิตบำบัดระดับโลกท่านหนึ่ง เขาพูดขึ้นมาบนเวทีว่า “สามัญสำนึกเป็นสิ่งที่ทรงพลัง เป็นสิ่งที่คนทุกคนควรมี แต่กลับเป็นสิ่งที่น้อยคนเหลือเกินที่มี” ในโลกที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง มันง่ายมากที่จะมองข้ามคุณค่าของสามัญสำนึก ทั้งๆที่สามัญสำนึกคือเครื่องมือที่สามารถนำทางท่านไปสู่ทางออกของปัญหาที่เรียบง่ายที่สุด

แล้วจะกลับมาคืนดีกับสามัญสำนึกได้อย่างไรใช่ไหม? เริ่มจากการเชื่อลางสังหรณ์ เชื่อ Sense ตัวเองอีกครั้ง แล้วเริ่มจากตรงนั้น

  1. เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น

ข้อนี้อดัมส์เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ เขาสำเร็จเพราะเขาเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น เขาเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและเรียนรู้ทั้งความล้มเหลว ประสบการณ์ตรงนี้เองเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะช่วยให้ท่านมองอะไรได้หลายมุม

  1. เปิดรับ Feedback และคำวิจารณ์

หนึ่งในวิธีที่เรียบง่ายที่สุดที่จะแก้ปัญหาคือ เปิดใจรับฟังมุมมองของคนอื่น วิธีนี้ท่านจะได้รับข้อมูลหรือบ่อยครั้งคำตอบของปัญหาที่กำลังกวนใจท่านอยู่

  1. ลงมือทำ

วินาทีที่มองเห็นทางออกของปัญหา ท่านได้มาถึงครึ่งทางแล้ว อีกครึ่งทางจะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำ ความลับของความสำเร็จทุกประการอยู่ที่การลงมือทำ

เรื่องราวของโอลิเวอร์ อดัมส์ในหนังสือ Adams The Story of Successful Businessman เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่า มันมีทางออกที่เรียบง่ายสำหรับทุกปัญหา ทางออกที่ไม่ต้องปวดหัวหรือปวดใจหรือเสียเวลาคิดมากไปไกล ทางออกที่เมื่อหาเจอแล้ว ท่านจะร้องว่า เฮ้ย นี่มันเส้นผมบังภูเขาชัดๆ

ถ้าความเรียบง่ายในการแก้ปัญหา ในการเดินทางสู่ความสำเร็จ ในการใช้ชีวิตคือสิ่งที่ท่านตามหา ผมแนะนำให้ศึกษาชีวิตของโอลิเวอร์ อดัมส์ในหนังสือ Adams The Story of Successful Businessman

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนมากจากยุ่งยากซับซ้อนสู่ชีวิตที่เรียบง่าย มันเปลี่ยนชีวิตของผมด้วยและจะเปลี่ยนชีวิตของท่าน

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าครับ

View Details



OHMPIANG School of Success Episode นี้ ผมจะมาพูดถึงหนังสือระดับตำนานเล่มแรกที่ผมแปล Scientific Advertising เขียนโดย Claude Hopkins ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการโฆษณาสมัยใหม่

หนังสือเล่มนี้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกมากมาย และแม้จะเขียนขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว หลักการทุกอย่างยังคงใช้ได้กับการทำการตลาดและการเขียนโฆษณาในปัจจุบัน

แก่นของหนังสือเล่มนี้ Claude Hopkins เน้นย้ำหนักมากเรื่องของการทดสอบและติดตามผลการทำโฆษณา

เขาเชื่อว่าวิธีเดียวที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดจะสามารถรู้ได้ว่าโฆษณาไหนทำเงิน แคมเปญไหนได้ผลคือ การทดสอบและติดตามผลทุกอย่างที่ลงทุนไป

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดสอบและติดตามผลจะช่วยให้นักการตลาด Copywriter และเจ้าของธุรกิจตัดสินใจเลือกวิธีการและวางแผนการลงทุนเพื่อการเติบโตได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินเยอะมาก การทดสอบรูปภาพที่ใช้ และหัวข้อโฆษณา และติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ท่านใช้เงินทุกบาททุกสตางค์คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนั้น หนังสือยังโฟกัสเรื่องความสำคัญของการเข้าใจลูกค้า

Claude Hopkins เชื่อว่าความสำเร็จในการทำการตลาดและเขียนโฆษณาขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจลูกค้า และใช้ความเข้าใจตรงนี้เขียนข้อความที่มีเฉพาะลูกค้าเท่านั้นที่อ่านแล้วเข้าใจ อิน และตัดสินใจทำบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการ

นึกภาพตัวเองนั่งอยู่ในใจของลูกค้า เข้าใจปัญหาและความต้องการของเขา วิธีนี้จะช่วยให้ท่านเขียน Copy ที่คุยกับหัวใจของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

ความเรียบง่ายเป็นเรื่องสำคัญในการเขียนโฆษณา Claude Hopkins เชื่อว่า Copy ที่ชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย มีประสิทธิภาพมากกว่า Copy ที่ซับซ้อนและอ่านยาก

ด้วยการโฟกัสไปที่ความจำเป็นของลูกค้า เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดสามารถเขียน Copy แบบหวังผลได้ทันที

หนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังมากๆในหนังสือคือ เทคนิคการเขียนแบบ Reason Why หรือแปลเป็นไทยคือ เหตุผลที่ต้องซื้อ

มันคือการบอกลูกค้าว่าสินค้าดีอย่างไร มีงานวิจัยอะไร และแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งอย่างไร ซึ่งวิธีที่ง่ายและทรงพลังที่สุดที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อในสิ่งที่เราพูดคือ การใช้ข้อพิสูจน์

ด้วยการใช้คำชมหรือประสบการณ์เชิงบวกของลูกค้าคนอื่นที่มีต่อสินค้า เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดสามารถสร้างความไว้ใจและความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้

พลังของมันไม่ต่างจากการที่ท่านโดนเพื่อนป้ายยาว่า ร้านนี้อาหารอร่อยทุกอย่างแถมบริการก็ดี ซึ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วยังไงก็คงต้องโดนอย่างน้อยสักครั้งไม่ช้าก็เร็ว

อีกหนึ่งหลักการของการเขียนโฆษณาที่สำคัญในหนังสือคือ การสร้างความเร่งด่วน

ใช้ข้อเสนอที่มีวันหมดอายุเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจ

สุดท้าย Claude Hopkins เชื่อว่า การจะทำการตลาดหรือเขียนโฆษณาให้มีประสิทธิภาพต้องเข้าใจมนุษย์ เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความต้องการของมนุษย์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

100 ปีที่แล้วมนุษย์ยังต้องการเงิน อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และการยอมรับแค่ไหน ทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

หลักการตลาดและเขียนโฆษณาในหนังสือ Scientific Advertising ยังคงใช้ได้ผลอยู่จนถึงทุกวันนี้ มนต์ขลังของหนังสือไม่มีวันเสื่อมคลาย

ด้วยการโฟกัสทดสอบ ติดตามผล เรียนรู้ลูกค้า ความเรียบง่าย เขียน Copy เน้นไปที่เหตุผลที่ลูกค้าต้องตัดสินใจ รีวิว ข้อพิสูจน์ ความเร่งด่วน และจิตวิทยา

ไม่ว่าใครก็สามารถเพิ่มผลลัพธ์ตามที่ตัวเองต้องการในธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ส่งท้าย Episode นี้ด้วย “กฏเหล็กทางการตลาดทั้ง 7” อันเลื่องชื่อ

กฏข้อที่ 1 : ลูกค้าคือมนุษย์ จงคุยกับลูกค้าเหมือนมนุษย์คุยกัน

กฏข้อที่ 2. งานของเราคือ “ให้ลูกค้าได้ลองสินค้า” งานของสินค้าคือ ขายตัวมันเอง

กฏข้อที่ 3. คูปองใช้ได้ผลเสมอ (ขอย้ำว่าเสมอ!)

กฏข้อที่ 4. อย่าขายสินค้าสวนกระแส

กฏข้อที่ 5. ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ และทดสอบ

กฏข้อที่ 6. คำโฆษณาประเภท “ดีที่สุด” หรือ “อันดับหนึ่ง” ไม่เคยได้ผล และไม่มีน้ำหนักมากพอ

กฏข้อที่ 7. อย่าให้คำ ‘โฆษณา’ เด่นกว่า ‘ตัวสินค้า’ เพราะคนจะจำแค่โฆษณา แต่ลืมสินค้า

View Details



Episode นี้เราจะมาพูดถึงหนังสือโบราณอีกหนึ่งเล่มที่ผมแปล

The Art of Money Getting เขียนโดย PT Barnum

หนังสือการเงินที่ได้รับการชื่นชมทั้งในด้านการเงินและการตลาด

มาเป็นเวลามากกว่า 100 ปี

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ PT Barnum สอนคือ ความสำคัญของการทำงานหนักและความเพียรพยายาม

เขาเชื่อว่าความสำเร็จไม่เกี่ยวอะไรเลยกับโชคชะตาหรือความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของความพยายามเล่นไม่เลิก และความมุ่งมั่นทุ่มเท

ด้วยการทำงานหนักและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ PT Barnum สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ทั้งในธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

อีกหนึ่งประเด็นที่ PT Barnum พูดถึงคือ ความพอเพียงและอย่าใช้จ่ายเกินตัว

เขาเชื่อว่าความสำเร็จทางการเงินไม่เกี่ยวอะไรเลยกับจำนวนเงินที่ท่านหาได้ แต่เกี่ยวเต็มๆกับจำนวนเงินที่ท่านเก็บได้

การเป็นคนขี้เหนียว พอเพียง และหลีกเลี่ยงรายจ่ายเกินความจำเป็น ทำให้เขาสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญต่อมาที่เขาพูดถึงคือ เรื่องการพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

PT Barnum เชื่อว่าคนสำเร็จไขว่คว้าหาความรู้และช่องทางในการพัฒนาความสามารถของตัวเองและของธุรกิจของตัวเองอยู่เสมอ

เขาเป็นคนที่ลงทุนกับการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด สิ่งนี้ทำให้เขาเดินนำหน้าคู่แข่งของเขาเสมอและประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่

PT Barnum มีกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากๆในการทำการตลาดและโปรโมททั้งตัวเขาเองและธุรกิจของเขา

เขาเชื่อว่า การตลาดที่มีประสิทธิภาพคือกุญแจสู่ความสำเร็จของธุรกิจไม่ว่าท่านจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม

ถ้าในเรื่องของการประชาสัมพันธ์และการหาสปอตไลท์ เขาเป็นเทพที่หาตัวจับได้ยาก เขามักจะมีวิธีการโปรโมทละครสัตว์และนิทรรศการของตัวเองที่เหนือความคาดหมาย

เคล็ดลับเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย เขาใช้ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นเป็นอาวุธ เขาสามารถดึงดูดความสนใจของคนหมู่มากและสร้างรายได้ให้ตัวเองได้อย่างมหาศาล

แม้ว่าตัวตนของเขาจะดูฉาบฉวย เต็มไปด้วยสีสัน แต่ PT Barnum เป็นนักธุรกิจที่รอบคอบ เขาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมาก

เขาเข้าใจว่าบ่อยครั้งถ้าต้องการความสำเร็จมากขึ้น การกระโจนเข้าหาความเสี่ยงที่อยู่นอก Comfort Zone เป็นเรื่องที่จำเป็น

นิสัยกล้าเสี่ยงและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำให้เขาได้เปรียบคู่แข่งหลายประตู

นอกจากนั้นเขายังย้ำแล้วย้ำอีกถึงความสำคัญของการเป็นคนซื่อสัตย์และการมีคุณธรรมในการทำธุรกิจ

เขาเชื่อว่าความซื่อสัตย์และความโปร่งใสคือคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการสร้างความเชื่อใจกับลูกค้า

PT Barnum เป็นคนที่ปฏิบัติต่อลูกค้าและผู้อื่นด้วยความเคารพ เขาให้เกียรติทุกคนที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

สุดท้าย PT Barnum เชื่อในพลังของการคิดบวกและการ Visualization

เขาเข้าใจอย่างยิ่งว่าความคิดและความเชื่อที่อยู่ภายในสร้างโลกภายนอก

ด้วยการโฟกัสความคิดไปที่สิ่งที่ต้องการและเห็นภาพความสำเร็จ เราสามารถสร้างชีวิตที่เราปรารถนาได้

หลักการทุกข้อที่อยู่ในหนังสือ The Art of Money Getting ที่ PT Barnum เขียนแม้ว่าจะมีอายุเกิน 100 ปีแล้วแต่ยังสามารถใช้ได้กับทุกอย่างในปัจจุบันราวกับเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อวาน

ด้วย การทำงานหนัก ความเพียรพยายาม ความพอเพียง การประหยัดอดออม การพัฒนาตัวเอง การตลาด การโปรโมทสินค้า การบริหารความเสี่ยง ความซื่อสัตย์ และการคิดบวก ท่านสามารถสร้างความสำเร็จและความมั่งคั่งทางการเงินที่ปรารถนาได้

ส่งท้าย Episode นี้ด้วยความจริงที่ว่า

ความสำเร็จทางการเงินไม่เกี่ยวอะไรเลยกับโชคชะตาหรือความบังเอิญ มันเป็นผลลัพธ์ของความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจแบบมีสติ และการมีทัศนคติที่เป็นบวก

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าครับ

View Details



อย่างที่คุยกันใน Episode ที่แล้ว และแล้วๆ

จิตใต้สำนึกมีพลังมหาศาลที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อ ความคิด และการกระทำของเราในแต่ละวัน

Episode นี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ท่านจะสามารถปลดล็อคพลังมหึมาที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกเพื่อนำมาใช้สั่งสมความมั่งคั่งและดึงดูดความสำเร็จที่ต้องการได้อย่างไร

ผมพูดถึง Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition และ The Power of Your Subconscious Mind มาหลายตอนละ ตอนนี้ผมจะพูดถึงหลักการที่อยู่ในหนังสือ The Science of Getting Rich ที่สามารถนำมาช่วยปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของท่านได้

ไอเดียเบื้องหลังหนังสือ The Science of Getting Rich คือ วิทยาศาสตร์แห่งความร่ำรวยมีอยู่จริง และไม่ว่าใครก็สามารถร่ำรวย มั่งคั่ง และประสบความสำเร็จได้ถ้าทำตามหลักการที่อยู่ในหนังสือ

หนึ่งในหลักการที่ถูกเน้นย้ำและกล่าวถึงบ่อยมากๆในหนังสือ The Science of Getting Rich คือ พลังของความคิด

Wallace Wattle ผู้เขียนบอกว่า ความคิดและความเชื่อที่อยู่ในโลกภายใน สร้างโลกภายนอกของเราขึ้นมา

ด้วยการโฟกัสความคิดและความเชื่อที่เป็นบวก โฟกัสคิดและเชื่อเฉพาะในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เราสามารถดึงดูดความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชีวิตได้

สิ่งที่เขาพูดคือ การปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกครับ

ถ้าท่านเชื่อว่าสามารถสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้และร่ำรวยมหาศาลอลังการได้ ท่านจะลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จและความร่ำรวยนั้นด้วยพลังงานที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

พลังงานเป็นเรื่องสำคัญมาก มันเลยจำเป็นมากๆที่ต้องเริ่มสะสมพลังงานที่เป็นบวก เริ่มฝึกการคงไว้ซึ่งทัศนคติที่เป็นบวก และโฟกัสไปที่ความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ความขาดแคลน

อีกหนึ่งหลักการที่สำคัญต่อการปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่จาก The Science of Getting Rich คือ การลงมือทำเพื่อเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Wallace Wattle เชื่อว่า คิดบวกอย่างเดียวไม่มีทางเพียงพอ คิดบวกรวมพลังกับ Visualization ก็ไม่พอเหมือนกัน มันต้องลงมือทำอย่างสม่ำเสมอโดยมีเป้าหมายที่ต้องการมากที่สุดโดดเด่นอยู่ในจิต

ตรงนี้เองที่จิตใต้สำนึกมีส่วนสำคัญ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อความคิด ความเชื่อ และการกระทำไปในทิศทางเดียวกัน

เรื่องนึงที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ อุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เราใช้พลังที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกไม่ได้นั่นคือ ความเชื่อที่ถูกตีกรอบ

ความเชื่ออย่าง อยากสำเร็จต้องทำงานให้หนัก อยากสำเร็จต้องเรียนให้เก่ง ผมบอกว่าเป็นอุปสรรคสำคัญเพราะคนส่วนใหญ่พลาดกันตรงนี้

พวกเขาประมาทความเชื่อนี้มากเกินไป ประมาทเพราะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามี

ผมบอกท่านตรงนี้เลยว่า มีกันทุกคนครับ มันเลยยังใช้พลังที่ซ่อนอยู่ของจิตได้ไม่เต็มที่

ไม่มีทางที่เราจะวิ่งเร็วได้ถ้ายังไม่ปลดโซ่ตรวนออก การที่เราไม่เห็นไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าไม่มี

อ้าว แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรามีความเชื่อจำกัดอะไร

คำตอบอยู่ที่วิธีที่เราคิดครับ จับความคิดของตัวเองให้ดี ความคิดลบ คิดชั่ว คิดบั่นทอนอะไรที่ผุดขึ้นมาตอนที่เราเผลอ เมื่อจับได้แล้วเปลี่ยนให้เป็นบวกครับ

กำลังนั่งคิดงานอยู่ แล้วมีความคิดว่า หนังหน้าอย่างเราคงทำไม่ได้หรอก ไม่ต้องตื่นเต้นตามครับ จับให้ทัน ตั้งสติแล้ว เปลี่ยนเป็น ทำได้ดิ ก็แค่ทำ อย่าเพิ่งคิด ทำเลย

มันไม่ง่ายหรอก ต้องฝึกฝน ต้องใช้เวลา แต่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ เพราะเมื่อเราจัดการความเชื่อจำกัดเหล่านี้ได้ ทัศนคติของเราจะเปลี่ยน และประสิทธิภาพของการใช้พลังจิตใต้สำนึกจะเปลี่ยน

ประตูที่เคยปิดมาตลอดจะเปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านจะเห็นโอกาสที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแม้มันจะลอยอยู่ตรงหน้า มันสุดยอดแบบนั้นแหละ

การปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกสำคัญมากสำหรับความร่ำรวย มั่งคั่ง และความสำเร็จที่ท่านปรารถนาครับ ถ้าทำงานหนักก็แล้ว เรียนสารพัดจะเรียนก็แล้ว ทำทุกวิถีทางที่มันดูสมเหตุสมผลมาก็แล้ว ลองมาทำอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลกันบ้าง เพราะอย่าลืมว่า เหตุผลที่ท่านมี ตรรกะที่ท่านยึดเป็นสรณะมันอาจไม่ถูกต้องเสมอไป

ดูกันที่ผลลัพธ์ที่ต้องการครับ

หลักการที่อยู่ในหนังสือ The Science of Getting Rich ที่ผมแปลมี Roadmap ที่ชัดเจนมากๆ สำหรับท่านที่ต้องการใช้พลังที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกเพื่อดึงดูดทุกอย่างที่ปรารถนาให้เข้ามาในชีวิตแบบง่ายๆ

อ่าน ศึกษา ทำตาม และอย่าลืมเปิดใจให้กว้าง เพราะต่อให้ผมยกทวยเทพเรื่องนี้มาพูดถ้าใจท่านปิด มันก็เท่านั้น

ชีวิตมันอาจจะง่ายแสนง่าย แต่มนุษย์อย่างเราไปทำให้มันยากเอง

ขอบคุณที่รับฟัง แล้วพบกันใหม่ Episode หน้าครับ

View Details



ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว สมัยที่ผมกำลังค้นหาตัวเองควบคู่ไปกับการตามล่าความสำเร็จในแบบที่ตัวเองต้องการ

ผมได้รับโอกาสในการแปลงานมากมายทั้งหนังสือ การประชุม และสัมมนา

มีอยู่ประโยคหนึ่งที่เหมือนเปิดประตูสู่เส้นทางที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนและไม่เคยคิดว่ามี

ประโยคนั้นคือ

“จิตของคุณรู้ทุกอย่างในจักรวาลนี้”

ประโยคสั้นๆนี้ประโยคเดียวที่ผมเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่าไปได้ยินมาจากไหน นำผมไปสู่เส้นทางที่ตามหาและพิสูจน์ความจริงข้อนี้

OHMPIANG School of Success Episode ที่ 17 นี้ผมจะพูดถึงพลังของจิต

จิตที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างความคิดของเรากับความสำเร็จที่เราต้องการ

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ต้องการปีนเขาที่สูงที่สุดในอาณาจักร

เขาต้องการพิชิตยอดเขาเพราะได้ยินมาว่า เมื่อขึ้นไปถึงยอดแล้ว เขาจะสามารถมองเห็นทุกอย่างในอาณาจักรได้ และเขาต้องการเห็นด้วยตาของตัวเอง

เขาเริ่มปีนขึ้นไปด้วยความกระตือรือร้น แต่ไม่นานเกินรอเขาต้องพบกับหน้าผาสูงชันและแง่งหินอันโหดร้ายยากต่อการปีน

เขาเริ่มสงสัยตัวเอง ความคิดของเขาเต็มไปด้วยเรื่องลบๆ เราจะตกไหม เราจะตายไหม เราจะปีนขึ้นไปทำไมก็แค่วิว หินนั้นดูแหลมคมจังวุ้ย

เขาปีนสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งปีนสูงความสงสัยยิ่งรุนแรงขึ้น พอมาถึงครึ่งทางเขาคิดจะยอมแพ้แล้วกลับไปนอนอืดที่บ้าน แต่วินาทีนั้นจิตของเขาหวนกลับไปนึกถึงเหตุผลที่เขาเริ่มปีนตั้งแต่แรก

เขาเริ่มกลับมามีกำลังใจ เขาคิดถึงวิวอันสวยงามเหนือจินตนาการ เรี่ยวแรงที่หายไปกลับมาดังเดิม ท้ายที่สุดเขาถึงยอดเขาและทุกอย่างที่เขาเห็นมันมากกว่าที่ใครจะสามารถจินตนาการได้

ขณะที่เขากำลังอิ่มเอมกับรางวัลที่ได้รับ เขาตระหนักรู้ว่าความคิดของเขานี่เองคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ด้วยการโฟกัสจิต โฟกัสความคิดไปที่ผลลัพธ์ที่เป็นบวก โฟกัสไปที่ภาพของเป้าหมายที่ต้องการ ต่อให้อุปสรรคจะดูยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้

เรื่องที่ผมเล่าให้ฟังสอนเรา 3 บทเรียนเกี่ยวกับความคิดและความสำเร็จ

บทเรียนแรก ความคิดของเราสร้างความเป็นจริงของเรา

ความคิดและความเชื่อของชายคนนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จและความพยายามของเขาในการปีนเขา ด้วยการสั่งสมความคิดและความเชื่อที่เป็นบวก เราสามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้ดังใจปรารถนา

บทเรียนที่สอง ความคิดเป็นตัวกำหนดการกระทำ

มันยากมากที่จะทำอะไรก็ตามถ้าจิตเต็มไปด้วยความคิดลบ พลังงานมันต่ำมาก ชายในเรื่องเล่ากำลังจะล้มเลิกเพราะความคิดไม่ดีถาโถมเข้าใส่หนักมาก แต่ทันทีที่เขาระลึกถึงเหตุผลที่เขาปีนเขาแต่แรกได้และเริ่มคิดแต่เรื่องดีๆ เขาได้รับพลังงานที่หายไปกลับคืน และพลังนั้นทำให้เขาปีนถึงยอดเขาได้ในที่สุด

บทเรียนที่สาม เราสามารถควบคุมความคิดได้

หนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ ไม่ใช่นวัตกรรม ไม่ใช่เทคโนโลยีอวกาศ แต่เป็นการค้นพบว่า เราสามารถควบคุมความคิดของเราได้

อย่างที่หนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition บอกเอาไว้อย่างชัดเจน ความคิดที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์จะถูกจิตใต้สำนึกรับเข้าไปเข้ารหัสเป็นภาษาของจิตวิญญาณเพื่อสื่อสารกับธาตุต้นกำเนิดและปัญญาอันไร้ขอบเขต

เรื่องพลังของจิตและพลังของความคิดเป็นเรื่องที่คุยกันได้ไม่มีวันจบ

ถ้าท่านยังใหม่กับเรื่องนี้ หรือกำลังเริ่มศึกษาเรื่องจิต มีหนังสือ 4 เล่มที่ผมอยากแนะนำให้อ่าน

เล่มแรก Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition เขียนโดย Napoleon Hill

เล่มที่สอง The Power of Your Subconscious Mind เขียนโดย Dr. Joseph Murphy

เล่มที่สาม The Science of Getting Rich เขียนโดย Wallace Wattle

และเล่มที่สี่ As a man thinketh เขียนโดย James Allen

และไหนๆก็จะอ่านครบแล้วผมแนะนำ นอร่าที่รัก ด้วย

ทุกเล่มถูกแปลให้เป็นภาษาที่อ่านง่าย ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยโดยผมเอง ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

ทุกเล่มมีทั้งแบบหนังสือและหนังสือเสียง สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

ตอนนี้ผมอยู่บนเส้นทางที่ศึกษาเรื่องจิต จิตใต้สำนึก และความสำเร็จมา 10 ปีแล้ว แม้ว่าผมจะยังเดินไปได้ไม่ถึงไหนเพราะเส้นทางนี้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ผมขอเป็นอีกเสียงที่บอกว่า

จิตของท่านมีพลังมหาศาล และรู้ทุกอย่างในจักรวาลแห่งนี้

ถ้าความสำเร็จคือสิ่งที่ท่านต้องการ เริ่มต้นจากภายในครับ

ขอบคุณที่รับฟัง พบกันใหม่ใน Episode หน้า

View Details



OHMPIANG School of Success Ep. 16 นี้ผมจะมาพูดถึงพลังของคำว่า ขอบคุณ และวิธีที่การใช้พลังขอบคุณดึงดูดความมั่งคั่งร่ำรวยที่ท่านปรารถนา

เพื่อให้ท่านเห็นภาพมากขึ้น ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง

เป็นเรื่องที่ฟังดูธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งมีฐานะยากจน เขาทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ อดมื้อกินมื้อ มีชีวิตลำบากยากแค้น

วันหนึ่งเขาได้พบกับนักปราชญ์ชราที่ขอให้เขาลองนับความโชคดีที่อยู่ในตัวของเขา

“โชคดีอะไร ข้าไม่มีเลย”

นักปราชญ์ได้ยินดังนั้นจึงบอกให้เขาหลับตาและนึกภาพตัวเองตามองไม่เห็น จากนั้นถามเขาว่า

“เจ้าจะยอมแลกอะไรบ้าง เพื่อได้มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง”

ชายคนนั้นตอบว่า “ข้ายอมแลกทุกอย่าง!”

“ยินดีด้วย เจ้าได้รู้ว่าตัวเองมีความโชคดีแล้วอย่างหนึ่ง ความโชคดีนั้นคือ เจ้ามีตาที่มองเห็นชัดเจน”

เรื่องนี้สอนเราว่า บ่อยครั้งมากเกินไปเรามองข้ามและไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ทั้งๆที่ถ้ากลับมานั่งพิจารณา กลับมานั่งคุยกับตัวเอง กลับมาโฟกัสในสิ่งที่มีจริงๆมากกว่าสิ่งที่ไม่มี เราจะพบว่าเรามีมากกว่าที่เราคิด ซึ่งตรงนี้เองคือ การเปิดจิต เปิดตัวเอง สำหรับความมั่งคั่ง ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์

เราเป็นในสิ่งที่เราคิด คิดถึงความร่ำรวย เราจะได้ความร่ำรวย คิดถึงความยากจน ขาดแคลน เราจะได้สิ่งนั้น

ผมเข้าใจว่าบางครั้งมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดถึงเรื่องดีๆ เรื่องที่ต้องการ ในขณะที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อ

ก็แหม คนรอบข้าง Toxic ขนาดนั้นจะคิดดีได้มันต้องใช้กำลังพอสมควร ผมเข้าใจ ผมผ่านมาแล้ว และการพูดว่าถ้าอยากมีชีวิตดีขึ้นก็แค่เอาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมนั้น เอาตัวเองออกจากมนุษย์ Toxic เหล่านั้นมันพูดง่ายกว่าทำ

แต่ผมก็อยากจะย้ำว่า แค่มันยาก ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ และไม่ได้แปลว่าจะเริ่มทำอะไรบางอย่างที่มันมีความหมายไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ท่านออกจากด้านมืด กลับสู่ด้านสว่าง และเริ่มคิดเรื่องดีๆได้คือ คำว่า ขอบคุณ และหนึ่งในวิธีที่เราสามารถเริ่มต้นฝึกขอบคุณได้คือ ผ่านการฝึกสมาธิ

ฟังแล้วไม่ต้อง งง หรือประหลาดใจ ในเมื่อคิดดีไม่ได้ ก็ยังขอบคุณอะไรไม่ได้ง่ายๆ ดังนั้นเริ่มที่ฝึกจิตให้นิ่ง ให้แยกแยะอะไรได้ก่อนดีที่สุด

จักรพรรดิโรมันมาร์คัส ออเรเรียส เชื่อว่า กุญแจสู่ความสุข ความมั่งคั่ง และความร่ำรวยเริ่มจากการมีสติโฟกัสที่ปัจจุบัน และขอบคุณทุกอย่างที่เรามีตอนนี้ ณ ขณะนี้

ในหนังสือ Meditation จักรพรรดิมาร์คัส ออเรเรียสเขียนว่า

“อย่าเสียเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการยุ่งเรื่องชาวบ้าน คิดเรื่องชาวบ้าน เว้นแต่คุณได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้น การเอาจิตไปแส่ ไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ไปสงสัยชีวิตเขา ไปอยากรู้อยากเห็นว่าเขาพูด ทำ หรือคิดอะไร คือการเอาตัวออกห่างจากการเป็นตัวของตัวเอง ออกห่างจากตัวเองในเวอร์ชั่นที่ทรงพลังที่สุด

ทุกวินาทีที่ไปสู่รู้เรื่องชาวบ้าน คุณกำลังเป็นคนแปลกหน้าของตัวเอง”

มาร์คัส ออเรเรียสเชื่อว่า ความคิดกำหนดความเป็นจริง เราดึงดูดความสำเร็จ ความสุข ความร่ำรวยได้ ด้วยการโฟกัสคิดถึงแต่เรื่องที่เป็นบวก โฟกัสไปที่การขอบคุณ

เขาเขียนในหนังสือว่า “ความสุขของคุณขึ้นอยู่กับคุณภาพความคิด ปกป้องความคิดของตัวเองให้ดี อย่าให้ความคิดชั่วผิดธรรมชาติเข้ามาครอบงำ”

หลังจากที่ท่านเริ่มได้สติแล้ว อีกวิธีหนึ่งในการฝึกขอบคุณคือ การฝึก Visualization

การ Visualization เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่อนุญาตให้ท่านสร้างภาพชีวิตที่ต้องการจริงๆในจิตได้

ด้วยการเห็นภาพของสิ่งที่ต้องการ ท่านดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต

นโปเลียน ฮิลล์ ผู้เขียนหนังสือ Think and Grow Rich กล่าวว่า

“ไม่ว่าจิตของมนุษย์จะรับรู้และเชื่อสิ่งไหน มันจะเป็นความจริง”

เขาเชื่อในพลังของ Visualization เขาเชื่อว่าด้วยการกำหนดจิตให้เห็นภาพเป้าหมายและความปรารถนา และลงมือทำด้วยความเพียรพยายาม สิ่งที่เห็นในจิตจะกลายเป็นความจริงอย่างแน่นอน

สังเกตคำพูดตรงนี้ดีๆ เขาเชื่อในพลังของ Visualization และเขาก็เชื่อในการลงมือทำด้วยความเพียรพยายาม นั่นแปลว่าถ้าต้องการความสำเร็จ เป้าหมายต้องชัด ภาพต้องมี การลงมือทำต้องเกิด และต้องมีความเพียรพยายามทำด้วยความสม่ำเสมอ เดินทีละก้าวจนถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

หลังจากฝึกสมาธิเรียกสติแล้ว หลังจาก Visualization ได้แล้ว ขั้นต่อไปผมอยากให้ทำสมุดขอบคุณ

ทุกๆวันเขียน 3 อย่างที่รู้สึกขอบคุณ​ รู้สึกโชคดีที่ได้รับ ได้เจอ

กระบวนการเรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้จะช่วยให้เปลี่ยนจุดโฟกัสจากสิ่งที่ขาด มาโฟกัสที่สิ่งที่มี และช่วยสั่งสมความมั่งคั่ง เหลือเฟือ ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ อันเป็นธรรมชาติของจักรวาลนี้ให้ชีวิต

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ใช้พลังของการขอบคุณได้ง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นคือ การให้

เมื่อเราให้บางอย่างแก่คนอื่นด้วยใจจริง เรากำลังสร้างกระแสพลังงานของความเมตตา กระแสพลังงานเชิงบวก

Zig Ziglar เคยกล่าวเอาไว้ว่า “คุณสามารถมีทุกอย่างที่ต้องการในชีวิตได้ ถ้าคุณช่วยให้คนจำนวนมากพอได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการ”

ด้วยการช่วยให้ผู้อื่นไปถึงเป้าหมายและความฝัน มันคือการส่งสัญญาณทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า ตัวเรานั้นไม่ขาดแคลน ตัวเรามั่งคั่ง และเป็นความมั่งคั่งที่กระแสความมั่งคั่งที่ลอยอยู่ทั่วจักรวาลแห่งนี้ชอบ

หนึ่งในหนังสือที่ผมอยากแนะนำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางนี้ไม่ว่าท่านจะเรียกว่าสายจิต สายสำเร็จ สายมู คือ หนังสือ The Power of Your Subconscious Mind เขียนโดย ดร.โจเซฟ เมอร์ฟี่ แปลไทยแล้วเป็นเวอร์ชั่นปกแข็งโดยผมเอง ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

The Power of Your Subconscious Mind บอกวิธีฝึกการใช้พลังจิตใต้สำนึก รวมไปถึงการโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้ทำทุกอย่างที่เราปรารถนา

หนังสือเน้นถึงความสำคัญของการยอมรับว่าจิตใต้สำนึกมีอยู่จริง การใช้ Visualization การใช้ Affirmation และการโปรแกรมจิตใต้สำนึกเพื่อให้สื่อสารสิ่งที่เราต้องการจริงๆกับปัญญาอันไร้ขอบเขต และธาตุต้นกำเนิด

การศึกษาหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind เวอร์ชั่น OHMPIANG จะช่วยให้ท่านเข้าใจพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตและจิตใต้สำนึกในระดับที่ลึกขึ้น

The Power of Your Subconscious Mind ของ OHMPIANG มีทั้งเวอร์ชั่นหนังสือปกแข็งและหนังสือเสียงฟังผ่านแอป OHMPIANG สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

ก่อนจากกันวันนี้ เรามาสรุปขั้นตอนการฝึกใช้พลังของการขอบคุณอีกครั้ง

เรียกสติด้วยการฝึกสมาธิ

Visualization สิ่งที่ปรารถนา

ทำสมุดขอบคุณ

ฝึกให้ด้วยความจริงใจ

และศึกษาหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind เวอร์ชั่น OHMPIANG

ขอบคุณที่รับฟังครับ

View Details



ใน OHMPIANG School of Success Episode ที่ 15 เราจะมาพูดถึงพลังของการโฟกัส และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน

เคยมีคำกล่าวว่า “ถ้าต้องการความสำเร็จ หน้าที่คือรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงานหนัก”

Episode นี้ผมจะมาขยายความหลักการของความสำเร็จบางข้อจากหนังสือ “Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition” ว่าด้วยเรื่องของความปรารถนาและความมุ่งมั่นที่จะเห็นความปรารถนานั้นกลายเป็นจริง

ใน Master Mind Meeting ครั้งแรกผมมีบอกผู้เข้าร่วมว่า ผมใช้เวลาแปลบทนำรวมไปถึงช่วงแรกๆของ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition นานมาก เพราะผมต้องการ Set Tone ของภาษาและพลังงานให้สมศักดิ์ศรีหนังสือในตำนาน

บทแรกๆของ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition นโปเลียน ฮิลล์เน้นเรื่องการมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่ชัดเจน และความสำคัญของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เป้าหมายที่ทรงพลังพอจนเราอยู่ไม่ได้ต้องลุกออกไปลุย เป้าหมายที่ช่วยให้การตัดสินใจทุกอย่างง่ายขึ้น เป้าหมายที่ทรงพลังพอจนทำให้เรามีทัศนคติที่ถูกต้องเพื่อเป้าหมายนั้น

เมื่อเราชัดเจน เราจะโฟกัสได้มากขึ้น ท้อแท้ยากขึ้น และอดทนทรหดต่อทุกอย่างที่ชีวิตเตรียมไว้ทดสอบเรา

เมื่อเป้าหมายและความปรารถนาของเราชัด การกระทำทุกอย่างของเราจะเฉียบคมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พลังโฟกัสเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเห็นเป้าหมายที่ตัวเองตั้งกลายเป็นจริง

ตอนที่ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition ไปถึงมือเจ้าของช่วงแรกๆ มีคนหลังไมค์มาเล่าให้ผมฟังว่า ตัวเขาเป็นคนที่ทำอะไรจะโฟกัสกับสิ่งนั้นมากๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการเสียที ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรผิดไป

สิ่งที่ผมตอบคือ ลองอ่าน Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition หลายๆรอบ จะอ่านก็ได้จะฟังก็ได้ ผมเชื่อว่าจะได้คำตอบเอง จากนั้นผมก็ลืมเรื่องนี้ไปเพราะวุ่นกับเรื่องอื่น

มาวันนี้ตอนที่ผมกำลังอัด Podcast ตอนนี้ จู่ๆคำถามนั้นก็ผุดขึ้นมา คราวนี้มาพร้อมคำตอบที่ผมว่ามันสุดยอดมาก

คำตอบที่ผมได้และไม่ว่าเจ้าของคำถามจะฟังอยู่หรือไม่ก็ตามคือ การโฟกัสในสิ่งที่ทำสำคัญมากก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือโฟกัสในสิ่งที่ต้องการ

พลังโฟกัสที่หนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition เน้นย้ำและพูดถึงคือ พลังของการโฟกัสไม่ละสายตาจากเป้าหมายหรือความปรารถนาที่ท่านต้องการจริงๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆคือ เรื่องราวของเอดวิน ซี บาร์นส์ หุ้นส่วนของโธมัส เอดิสันที่เป็นข้อพิสูจน์คำตอบที่ปิ๊งแว๊บขึ้นมาได้ดีมากๆ

บาร์นส์โฟกัสทำทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาโฟกัสที่ความปรารถนาหนึ่งเดียวในใจจนสิ่งนั้นกลายเป็นความจริง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการโฟกัสทำงานที่อยู่ตรงหน้าจะไม่สำคัญ เพราะไม่มีใครสามารถโฟกัสเป้าหมายหรือความปรารถนาได้เต็มที่ ถ้าใจไม่จดจ่ออยู่ที่กระบวนการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ผมอยากท้าทายแบบนี้ครับ โฟกัสนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการให้ได้ต่อเนื่อง 30 วัน และดูว่าชีวิตของท่านจะเปลี่ยนไปแบบไหนบ้าง

ต่อไปนี้คือวิธีฝึกพลังโฟกัสที่ท่านสามารถนำไปใช้ได้ทันที จากหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition

  1. เริ่มต้นที่เป้าหมายเสมอถ้าตอนนี้ยังไม่มีเป้าหมาย ยังมึนๆงงๆ หาเวลาให้ตัวเองสักวันเพื่อถามตัวเองว่า จริงๆแล้วอยากได้อะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร

เป้าหมายที่ท่านตั้งขึ้นมาต้องชัดเจน มีรายละเอียด เป็นไปได้ ไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป และมีกำหนดเวลา

ทุกอย่างเริ่มต้นที่การมีเป้าหมายชัดเจน

  1. จัดลำดับความสำคัญของเนื้องานกำหนดให้ชัดเจนงานหรือกิจกรรมใดสำคัญมากที่สุดที่ส่งผลต่อเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นโฟกัสทำสิ่งเหล่านั้นก่อน

ระวังงานจุกจิก งานเร่งด่วน งานที่โผล่เข้ามาโดยไม่ได้นัดหมาย มันดูสำคัญแต่เชื่อเถอะงานเหล่านั้นแทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

  1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการโฟกัสไม่มีอะไรทำลายพลังของการโฟกัสได้เท่าการถูกขัดจังหวะอีกแล้ว ผมคนนึงล่ะที่โดนขัดจังหวะเมื่อไหร่นี่กว่าจะกลับฝั่งได้ยาวเลย ยิ่งถ้าอยู่ในโมเมนตัมแบบไอเดียกำลังแล่นแล้วโดนขัดจังหวะนะ อย่าให้พูด บางทีไอเดียหายไปเลย กว่าจะเจอกันอีกที 2 ปี ผมไม่ได้พูดเล่น

ถ้าท่านต้องการรักษาพลังโฟกัส ท่านต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ท่านโฟกัส อยู่ในที่ๆจะโดนขัดจังหวะหรือเรียกร้องความสนใจได้ยาก ปิดมือถือ ปิด Social Media แขวนป้ายระวังหมาดุ คนกำลังนอน หรือห้ามรบกวนไว้ได้เลย

อย่าเกรงใจ อย่าอนุโลมให้ใครมารบกวนเวลาส่วนตัวอันมีค่าของเราตรงนี้ครับ

  1. ฝึกสมาธิการฝึกสมาธิ ฝึกสติ สามารถช่วยให้ท่านอยู่กับปัจจุบันและโฟกัสสิ่งที่ทำตรงหน้าได้เป็นอย่างดี ไม่เสียหายที่จะเริ่มฝึกสมาธิ ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในโลกที่ทุกอย่างต้องการความสนใจจากเรา ท่านยิ่งควรฝึกครับ

  2. สร้างวินัยถ้าคำว่า วินัย มันดูน่ากลัว ผมอนุญาตให้ใช้คำว่า ตารางเวลา

ท่านต้องสร้างตารางเวลาของตัวเองขึ้นมาครับ ตารางเวลาที่บอกว่าช่วงนี้จะทำอะไรบ้าง ไม่ต้องซอยถี่ยิบ แค่บอกว่าช่วงนี้จะทำแบบนั้น ช่วงนั้นจะทำแบบนี้

เพราะถ้าท่านไม่มีตารางเวลาของตัวเอง คนอื่นจะมากำหนดตารางเวลาให้ท่านด้วยตารางเวลาของเขา ลองคิดดูถ้าไอ้คนอื่นนั้นไม่มีตารางเวลาเหมือนกันล่ะ ผมว่าหายนะครับ

นอกจากเรื่องพลังของการโฟกัส Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition เน้นเรื่องของความเพียรพยายามในระดับที่มากพอๆกัน

ประโยคหนึ่งที่ผมแปลแล้วจำไม่รู้ลืมคือ คุณสมบัติเดียวที่ผมเห็นเฮนรี่ ฟอร์ดและโธมัส เอดิสันมีที่มันโดดเด่นเหนือธรรมดาคือ ความเพียรพยายาม

พวกเขามีความเพียรพยายามในระดับที่ต่อให้ไม่มีคุณสมบัติเพื่อความสำเร็จด้านอื่นเลย มีเพียงความเพียรพยายาม พวกเขาก็สำเร็จได้ มันเข้มข้นเบอร์นั้นเลย

การจะมีความเพียรพยายามในระดับนั้นได้ ต้องมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร เพราะถ้าไม่มีความปรารถนาจะไม่มีความเพียรพยายาม

และถ้าไม่มีความเพียรพยายาม ต่อให้เจออุปสรรคเล็กน้อยแค่ไหน ท่านจะล้มเลิกได้อย่างง่ายดาย

อย่าลืมหมั่นเติมพลังให้ความเพียรพยายามด้วยการฉลองความสำเร็จหรือความก้าวหน้าทุกครั้ง แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

View Details



ใน OHMPIANG School of Success Episode ที่ 14 เราจะมาย้อนเวลากลับไปเมื่อ 6,000 ปีที่แล้วเพื่อเจาะลึกหลักการของการสร้างความมั่งคั่งที่อมตะเหนือกาลเวลา หลักการที่อยู่ในหนังสือ The Richest Man in Babylon ที่เขียนโดย George Clason แปลโดย ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

เตรียมสมาธิของท่านให้พร้อม เพื่อที่จะได้เรียนรู้ความลับเบื้องหลังความสำเร็จทางการเงินของมหาเศรษฐีมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หนังสือ The Richest Man in Babylon เป็นหนังสือเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์

หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครต่างๆที่มีชีวิตอยู่ในมหานครบาบิลอน อาณาจักรที่เชื่อกันว่ารุ่งเรืองและร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์

หนังสือเริ่มต้นที่เรื่องราวชีวิตของอาร์คัต บุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดของมหานครบาบิลอน พร้อมๆกับบอกเล่าความลับเบื้องหลังความมั่งคั่งมหาศาลของเขา

สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นความรู้ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จทางการเงินและการบริหารการเงินส่วนบุคคล

ในเวอร์ชั่นของ OHMPIANG นอกจากสำนวนการแปลจะอ่านง่ายไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยแล้ว ยังเป็นเวอร์ชั่น Visual Book เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

พ่อแม่หลายคนบอกว่า ดีใจมากที่มีเวอร์ชั่น Visual Book เพราะอยากให้ลูกหลานได้อ่านและเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก จะได้ไม่ต้องผิดพลาดเหมือนที่พวกเขาเคยพลาด

Podcast ตอนนี้เราจะมาคุยถึงแก่นของหลักการที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้พร้อมวิธีที่ท่านสามารถนำไปใช้ในชีวิตของท่านตั้งแต่วันนี้เลย

ข้อ 1 – จ่ายตัวเองก่อนหลักการข้อแรกที่สำคัญมากคือ จ่ายตัวเองก่อนครับ ตอนผมแปลถึงตรงนี้ ผมขนลุกเลย เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยจ่ายให้ตัวเองเลย จ่ายให้พ่อค้าแม่ค้า จ่ายให้ร้านอาหาร จ่ายให้คนอื่นหมด ไม่เหลือมาถึงตัวเองสักบาท

หลักการข้อนี้อาร์คัตบอกว่า “หนึ่งส่วนของสิ่งที่คุณหามาได้เป็นของคุณ”

Concept เรียบง่ายแต่ต่อยหนักนี้สอนความสำคัญของการออมเงิน 1 ส่วนจากรายได้ 10 ส่วนที่หามาได้ ก่อนที่จะนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น

Warren Buffett กล่าวว่า “อย่าออมเศษเงินที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการออม”

เริ่มต้นตอนนี้เลย ออมเงิน 10% จากรายได้ทั้งหมดที่ท่านหาได้ ได้รับมาปุ๊บกันเอาไว้ก่อนเลย 10% นี้ควรจัดลำดับเป็นค่าใช้จ่ายระดับคอขาดบาดตายไม่จ่ายไม่ได้

ทำเช่นนี้แล้วท่านจะสร้างวินัยที่ท้ายที่สุดช่วยให้ท่านมีพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง

ข้อที่ 2 ควบคุมรายจ่ายหลักการข้อที่ 2 คือควบคุมรายจ่ายของท่าน นั่นแปลว่าใช้จ่ายพอดีตัว อย่าฟุ้งเฟ้อ อย่าจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น

อาร์คัตแนะนำว่า “สิ่งที่เราทุกคนเรียกว่า รายจ่ายจำเป็น จะเติบโตงอกเงยเท่ากับรายได้จนกว่าเราจะควบคุมมัน”

ท่านสามารถควบคุมรายจ่ายได้ เริ่มจากการตั้งงบสำหรับใช้จ่ายและบันทึกการจ่าย

ลองดูว่าส่วนไหนที่สามารถตัดออกได้ และตั้งเป้าหมายการเงินให้ตัวเอง

ข้อที่ 3 ใช้เงินทำงานหลักการข้อที่ 3 คือบังคับให้เงินของท่านทำงานให้ท่าน

พูดง่ายๆคือ นำเงินออมไปลงทุนอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้าง Passive Income

อาร์คัตบอกว่า “สิ่งที่เราได้จากการทำงานหรือทำธุรกิจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น รายได้ที่รายได้ของเราทำได้อีกที นั่นแหละจะสร้างความมั่งคั่งให้เรา”

เลือกการลงทุนที่เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยง เป้าหมายทางการเงิน และเวลาของท่าน

ด้วยการออมเงินและลงทุนอย่างมีวินัย ท่านสามารถใช้พลังมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น และสร้างความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดดในเวลาไม่นานเกินรอ

ข้อที่ 4 ขอคำแนะนำจากผู้รู้หลักการข้อที่ 4 คือขอคำแนะนำก่อนการตัดสินใจจากผู้รู้ที่มีผลลัพธ์และประสบการณ์จริง

อาร์คัตแนะนำว่า “เงินจะหนีออกจากมือของคนที่ลงทุนในสิ่งที่เขาไม่มีความรู้หรือความสามารถในการเก็บรักษาเงินต้น”

ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาการเงิน หรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

ข้อที่ 5 ลงทุนกับตัวเองหลักการข้อที่ 5 ของการสร้างความมั่งคั่งคือ ลงทุนกับตัวเอง

ผมหมายถึงเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาความสามารถเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำเงิน

อาร์คัตบอกว่า “ยิ่งปัญญามาก ยิ่งทำเงินได้มาก”

อ่านหนังสือ เข้าสัมมนา ลงเรียนเพิ่มเติม และมี Mentor เพื่อเพิ่มความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

การลงทุนกับตัวเองจะทำให้ท่านมีค่ามากขึ้นในตลาด ท่านจะมีโอกาสมากขึ้น และแน่นอนมีศักยภาพในการทำเงินมากขึ้น

ข้อที่ 6 สร้างหลักประกันสำหรับอนาคตหลักการข้อที่ 6 คือการสร้างหลักประกันสำหรับอนาคต

แปลไทยเป็นไทยคือ วางแผนรายได้สำหรับอนาคต เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเกษียณ และเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

อาร์คัตแนะนำว่า “วางแผนล่วงหน้าเพื่อความจำเป็นยามเมื่อแก่ตัวและเพื่อคุ้มครองดูแลครอบครัว”

หลักประกันอย่าง การออมเงินสำหรับวัยเกษียณ เงินฉุกเฉิน หรือการซื้อประกันเงินออม

เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่การวางแผนล่วงหน้าจะทำให้เราพร้อมรับมือทุกอย่างที่ไม่คาดฝัน

ข้อที่ 7 เพิ่มความสามารถในการทำเงินหลักการข้อสุดท้ายคือ การเพิ่มความสามารถในการหาเงิน

แปลว่าทำตัวให้เก่งขึ้นในสายงานและเปิดหูเปิดตาเปิดใจสำหรับโอกาสใหม่ๆ

อาร์คัตบอกว่า “ยิ่งหาเงินได้มาก ยิ่งที่มีเงินออมมาสั่งสมความมั่งคั่ง”

โฟกัสเป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นทุกวัน โฟกัสเก่งขึ้นในสิ่งที่ทำทุกวัน และเปิดใจรับโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆทุกวัน

ทบทวนอีกครั้งก่อนจาก ถ้าท่านต้องการความมั่งคั่ง ต้องการความสำเร็จทางการเงิน ปฏิบัติตามหลักการสร้างความมั่งคั่งเหนือกาลเวลาทั้ง 7 จากหนังสือ The Richest Man in Babylon

จ่ายตัวเองก่อน ควบคุมรายจ่าย ใช้เงินทำงาน ขอคำแนะนำจากผู้รู้ ลงทุนกับตัวเอง สร้างหลักประกันสำหรับอนาคต และเพิ่มความสามารถในการทำเงิน

ขอบคุณที่รับฟัง Episode ที่ 14 ของ OHMPIANG THE SCHOOL OF SUCCESS podcast หวังว่าบทเรียนจาก The Richest Man in Babylon จะสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านลุกขึ้นมาทำบางอย่างเพื่อความสำเร็จทางการเงินที่ท่านต้องการนะครับ

หนังสือและหนังสือเสียง The Richest Man in Babylon เขียนโดย George Clason แปลโดยธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ พร้อมให้ท่านเป็นเจ้าของ อย่าลืมเข้าเวบไซต์ ohmpiang.com เพื่อดูหนังสือและหนังสือเสียงขายดีเล่มอื่นด้วยนะครับ

View Details



OHMPIANG School of Success EP. 13 นี้เราจะมาคุยกันถึงพลังของไอเดียและเหตุผลว่าทำไม ไอเดีย ถึงสำคัญมากกว่าความรู้มากมายที่ท่านมี ในหัวข้อ “ปลดล็อคพลังของไอเดีย ประตูสู่ความสำเร็จที่ความรู้ทั่วไปเปิดไม่ได้”

ผมอยากแนะนำให้หยุดทุกอย่างที่กำลังทำ ตั้งใจฟัง Episode นี้ให้ดี มันอาจเปลี่ยนวิธีที่ท่านคิดเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความสำเร็จและเป้าหมาย

ผมขอเริ่มด้วยคำถามนี้ครับ

“ท่านเคยรู้จักใครบางคนที่รู้มันไปหมดทุกอย่าง แต่ไม่เคยสร้างผลลัพธ์ หรือทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันบ้างไหมครับ?”

คนที่ไม่ว่าใครถามอะไร เขาจะมีคำตอบที่ดูมีเหตุมีผลมาก ทุกครั้งที่ตอบเขาจะดูมั่นใจมากเพราะเขารู้ทุกอย่างจริงๆ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่เคยเห็นผลลัพธ์อะไรที่มันจับต้องได้จากเขา

ความรู้สำคัญมากครับ สำคัญถึงขนาดนโปเลียน ฮิลล์ ยกให้เป็นหนึ่งในหลักการของความสำเร็จ 13 ข้อในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition แต่ผมอยากจะบอกว่า บทนี้จบหักมุมหนักมากนะครับ

ตอนผมแปลเสร็จนี่หัวแทบทิ่ม เพราะความรู้สำคัญก็จริง แต่การมีความรู้เยอะๆไม่ได้การันตีความสำเร็จ แถมความรู้ไม่ว่าทั่วไปหรือเฉพาะตัวสามารถซื้อได้

มันมีบางอย่างที่สำคัญต่อความสำเร็จและความร่ำรวยยิ่งกว่าความรู้

บางอย่างที่แบ่งแยกระหว่างคนสำเร็จและคนที่มีผลลัพธ์ กับคนที่ย่ำอยู่กับที่

สิ่งนั้นคือ ความสามารถในการดึงดูดไอเดีย และลงมือทำตามไอเดียนั้น

ไอเดียคือเมล็ดพันธุ์ของความสำเร็จและร่ำรวย

ไอเดียคือตัวจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในธุรกิจ สินค้า บริการ การเงิน และชีวิต

ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition นโปเลียน ฮิลล์เน้นว่า ไอเดียคือจุดเริ่มต้นของความร่ำรวยทุกประการ

ไอเดียเป็นวัตถุดิบที่เมื่อนำไปเป็นส่วนผสมของการเล่นแร่แปรธาตุร่วมกับความปรารถนา ความเพียรพยายาม และการลงมือทำ สามารถสร้างผลลัพธ์แบบสะท้านฟ้า สะเทือนดินได้

ข้อพิสูจน์คือ คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง สตีฟ จอบส์ โอปราห์ วินฟรีย์ อีลอน มัสก์

พวกเขามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาสามารถคิดไอเดียที่มันพลิกโลกได้ และลงมือทำจนไอเดียนั้นกลายเป็นความจริง

คนเหล่านี้ไม่ได้ตะบี้ตะบันสะสมความรู้ พวกเขา Leverage ความรู้ที่มีเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ความร่ำรวย และความสำเร็จ

ตอนนี้ท่านน่าจะมีคำถามในใจอย่างน้อย 2 ข้อ

ไอเดียดีๆมาจากไหน รอปิ๊งแว๊บมานานแล้วเนี่ย และจะเปลี่ยนไอเดียที่ปิ๊งแว๊บขึ้นมาให้กลายเป็นความจริงได้อย่างไร

ง่ายมากครับ ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition นโปเลียน ฮิลล์เฉลยว่า ท่านสามารถเพิ่มโอกาสในการปิ๊งแว๊บของไอเดียสะท้านฟ้าสะเทือนดินได้ ด้วยการโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองรู้ และลงมือทำจนเชี่ยวชาญ

ท่านไม่สามารถเสกไอเดียพลิกชีวิตได้ หากไม่มีความรู้ แต่การมีความรู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้ท่านประสบความสำเร็จ

แก่นของบท ความรู้เฉพาะตัว ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition และแก่นของ Podcast ตอนนี้คือ ไอเดียสำคัญมาก มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ แต่ท่านไม่สามารถเสกไอเดียได้ ถ้าไม่มีความรู้เฉพาะตัว

ส่วนคำถามที่สองที่ถามว่า จะเปลี่ยนไอเดียที่ปิ๊งแว๊บขึ้นมาให้กลายเป็นความจริงได้อย่างไร

ขั้นแรกคือ ท่านต้องเชื่อในไอเดียของตัวเองก่อน

Les Brown เคยกล่าวว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเก่ง เจ๋ง หรือมีทุกอย่างพร้อมเพื่อเริ่มต้นบางอย่าง แต่คุณต้องเริ่มต้นบางอย่างถึงจะเป็นคนที่เก่ง เจ๋ง และมีทุกอย่างที่ต้องการ”

เชื่อในไอเดียของตัวเอง และกล้าที่จะลงมือทำ

ขั้นต่อไปคือ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

ซอยไอเดียออกเป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ และสร้างแผนการทำงาน

การมีไอเดียอย่างเดียวมันไม่พอ ท่านต้องมีพิมพ์เขียว มีแผนที่ มีป้ายบอกทางที่จะนำพาท่านสู่ความสำเร็จด้วย

และเมื่อท่านมีแผนการทำงานแล้ว

ขั้นต่อไปคือ ลงมือทำตามแผนนั้น ลงมือทำจนไม่มีเวลาสงสัย เพราะความสงสัยเป็นศัตรูของศรัทธา เส้นทางสู่ความสำเร็จที่เกิดจากไอเดียดีๆล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม ความท้าทาย และความรู้สึกบีบหัวใจ

มันเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องมุ่งมั่น อดทน เพียรพยายาม และไม่ละสายตาจากเป้าหมายจนกระทั่งทุกอย่างที่ปรารถนากลายเป็นความจริง

ทุกความสำเร็จที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินมีจุดเริ่มต้นจากไอเดีย ตามด้วยการลงมือทำอย่างบ้าคลั่ง

ก่อนที่จะไปต่อ ผมอยากพูดถึงความรู้และข้อจำกัดของมันสักเล็กน้อย

ย้ำอีกครั้ง ความรู้สำคัญ ไม่ว่าจะความรู้ทั่วไปหรือความรู้เฉพาะตัว

สำคัญหมดแหละครับ

แต่ในขณะที่ความรู้สามารถมอบคำตอบหรือความเข้าใจบางอย่าง มันไม่ได้อยู่บนถนนเส้นเดียวกับปัญญา ความจริง หรือความสำเร็จเสมอไป

ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition บอกเอาไว้ชัดเจน ความรู้ไม่ใช่พลัง ความรู้แค่มีศักยภาพที่จะเป็นพลังได้เท่านั้น ความรู้จะเริ่มเป็นพลังต่อเมื่อท่านลงมือทำในสิ่งที่รู้เท่านั้น

การดิ้นรนหาความรู้โดยไม่ได้ลงมือทำหรือนำไปใช้งาน ไม่ต่างจากการสะสมหนังสือบนหิ้งโดยไม่คิดจะหยิบลงมาอ่าน

Keyword คือ ลงมือทำในสิ่งที่รู้

ก่อนจะวิ่งตามล่าความรู้ใหม่ๆ หรือเทรนด์ใหม่ๆ ถามตัวเองว่า รู้แล้วเอามาใช้อะไรกับชีวิตและกับธุรกิจ

ถามตัวเองว่า จริงๆแล้วจะได้อะไรจากความรู้นี้

ถามตัวเองว่า จะใช้ความรู้ตรงนี้แก้ปัญหาเร่งด่วนอะไรในชีวิต

อย่าหาความรู้เพียงเพราะกลัวตกเทรนด์ วันๆมีเทรนด์เป็นล้านให้วิ่งตาม เอาเวลาไปลงมือทำในสิ่งที่มันสำคัญจริงๆดีกว่า

กลับมาที่พลังของไอเดีย การจะปลดล็อคพลังของไอเดียได้ ท่านต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องเสียก่อน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ท่านสามารถทำได้เลย

  1. หูตาเปิดกว้างอย่าลืมชื่นชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและชีวิตในแต่ละวัน เปิดรับเรื่องใหม่ๆและประสบการณ์ใหม่ๆ วิธีนี้จะช่วยให้จิตเปิดกว้างพร้อมรับความเป็นไปได้และดึงดูดไอเดียใหม่ๆ

  2. เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆคุยกับคนที่อยู่คนละสายอาชีพ ทำคนละธุรกิจ อ่านนิตยสารหรือหนังสือแนวที่ไม่เคยอ่านมาก่อน วิธีนี้จะช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ๆและช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆให้ชีวิต

  3. อ่าน ดู และฟัง Content สร้างแรงบันดาลใจContent แนวสร้างแรงบันดาลใจต่อให้จะโดนด้อยค่าว่าเชย ว่าซ้ำซากแค่ไหน แต่ผมบอกได้เลยว่า มันเปลี่ยนชีวิตคนได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะต้องการกำลังใจมากที่สุดเมื่อไหร่ และไม่มีใครรู้ด้วยว่า Content แนวสร้างแรงบันดาลใจสามารถสร้างไอเดียได้ด้วย

Keyword คือ พลังงาน ลองเอาตัวเองไปเสพสื่อลบๆ Content พลังงานลบสิ ไอเดียดีๆไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

  1. เข้าถ้ำพื้นที่ส่วนตัวสำคัญมาก อนุญาตให้ตัวเองได้อยู่คนเดียวในพื้นที่ส่วนตัว ในถ้ำ หรือในที่ๆไม่มีใครรบกวนได้ง่ายๆเพื่อคิด ตกผลึก และสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น วิธีนี้คือการอนุญาตให้ไอเดียดีๆปิ๊งแว๊บได้ง่ายขึ้น

ถ้าอยากได้ไอเดียพลิกชีวิต จิตต้องนิ่ง

  1. กลุ่ม Master Mindสำหรับผม หลักการ Master Mind และการมีกลุ่ม Master Mind ที่ถูกต้องตามตำราเป็นอะไรที่ตื่นเต้นที่สุดแล้วสำหรับการต่อสู้เพื่อความสำเร็จทุกประการ ไอเดียที่ท่านตามหามาตลอดชีวิตอาจอยู่ในการประชุม Master Mind ก็เป็นได้

สำหรับเจ้าของหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition เรามีกลุ่ม Master Mind สำหรับศึกษาหนังสือร่วมกันทุกอาทิตย์

คำแนะนำคือ อย่าพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

  1. อย่ายึดติดกับไอเดียไหนมากเกินไปเปิดใจให้กว้าง ลงมือทำตามไอเดียที่แว๊บขึ้นมาให้สุดตัว แต่อย่าเผลอไปยึดเชียว เพราะไอเดียที่ดีกว่าที่สามารถต่อยอดให้ชีวิตง่ายขึ้นมากกว่า พร้อมผุดขึ้นมาในจิตทุกเมื่อ และมันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าท่านยึดติดกับไอเดียใดไอเดียหนึ่ง

สรุปกันก่อนจากนะครับ

ไอเดียคือเชื้อเพลิง คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลักดันให้ท่านไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ

ความรู้สำคัญ แต่ไอเดียจะนำพาความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย และทุกอย่างที่ปรารถนามาสู่ชีวิตของท่าน

เริ่มสร้าง Mindset เพื่อดึงดูดไอเดียตั้งแต่วันนี้ และคอยดูชีวิตของท่านเปลี่ยนไปในทางที่น่าอัศจรรย์ใจ

View Details


Episode ที่แล้วผมเล่าเรื่องราวของ Napoleon Hill ให้ท่านฟังไปแล้ว

Episode นี้ผมจะมาพูดถึงสิ่งที่ Napoleon Hill พูดที่มันเปลี่ยนมุมมอง Mindset และวิธีที่คนทั่วโลกใช้ในการต่อสู้เพื่อความสำเร็จและสิ่งที่ต้องการ

  1. ถ้าตอนนี้หลงทาง มองไปทางไหนก็พบแต่ความมืดมิด จงระลึกถึงความจริงข้อนี้ที่บอกว่า ความปรารถนา คือ จุดเริ่มต้นของความสำเร็จทุกประการ ความปรารถนาอันอ่อนแรงปวกเปียกสร้างได้เฉพาะผลลัพธ์ที่ง่อยเปลี้ยเท่านั้น

ปราศจากความปรารถนาแล้ว คุณจะไม่มีไฟในการลุกขึ้นมาทำอะไรเลย

คุณมีไฟแห่งความปรารถนาที่ตอนนี้คุกรุ่นอยู่ข้างในจิต ไฟที่สามารถประทุออกมาได้ต่อเมื่อความปรารถนาของคุณลุกโชน

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ทั้งปวง คือ วินาทีที่คุณตัดสินใจว่าจะเอาสิ่งนั้นให้จงได้

ไฟแห่งความปรารถนาที่อยู่ภายใน บวกกับ วินาที่ที่ตัดสินใจว่า ไม่ได้ต้องได้ ข้าจะเอา

ตรงนั้นแหละคือ จุดเริ่มต้น…

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ ความมั่งคั่งร่ำรวยของชีวิตที่รอจะถาโถมเข้ามานานแล้ว เหลือแค่รอคุณตัดสินใจ

ทำทุกวิถีทางเพื่อหาไฟดวงนั้นของคุณให้เจอ เพื่อจุดประกายให้ชีวิตนี้ลุกโชนไปด้วยทุกอย่างในชีวิตที่คุณปรารถนา

  1. ความอดทน ความเพียรพยายาม ความเด็ดขาดเล่นไม่เลิก คือสูตรสำเร็จของการสร้างความสำเร็จ

ชัยชนะเป็นไปได้เสมอสำหรับคนที่ไม่ยอมล้มเลิกก่อน

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่ปฏิเสธไม่ยอมล้มเลิก

สำหรับคนที่ไม่ยอมล้มเลิก ความล้มเหลวไม่มีอยู่จริง มีแต่ความสำเร็จที่ล่าช้าและยังมาไม่ถึงเท่านั้น

ถ้าตอนนี้ความสำเร็จที่คุณปรารถนายังไม่เกิดขึ้น อย่าล้มเลิกเด็ดขาด

อดทนเอาไว้ อดทนรอความสำเร็จที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จงอย่ารีรอที่จะทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อย่นระยะทางให้ความสำเร็จมาถึงได้เร็วขึ้น

อดทน เพียรพยายาม เล่นไม่เลิก เชื่อเถอะทุกอย่างที่คุณปรารถนาจะกลายเป็นความจริง

  1. การเติบโตและความเข้มแข็งเกิดจากการลงมือต่อสู้ดิ้นรนเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ทุกอุปสรรค ทุกความล้มเหลว ทุกครั้งที่หัวใจต้องบอบช้ำ มีเมล็ดพันธุ์ของความสำเร็จที่เท่าเทียมกันหรือมากกว่าซ่อนอยู่เสมอ

จุดเปลี่ยนในชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เกือบทุกคน มักมาถึงพร้อมๆกับวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่พวกเขาเคยเจอ

โอกาสมีบททดสอบให้เราเสมอ มันมักใส่หน้ากากปลอมตัวมาให้เราเห็นเป็นความโชคร้าย หรือความล้มเหลวชั่วคราว

คนส่วนใหญ่ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ธรรมดา หรือขอแค่ชีวิตที่ไม่ลำบาก มันไม่มีใครหรอกที่ชอบความเจ็บปวดหรือดิ้นรนหาความท้าทาย ซึ่งดีแล้ว ไม่มีใครควรหิวกระหายเรื่องแบบนั้น แต่คุณจะไม่มีวันเติบโตถ้าหนีสิ่งเหล่านั้น

เมล็ดพันธุ์ของการเติบโตซ่อนอยู่ในความท้าทายและการดิ้นรนเพื่อบางอย่างที่คุณต้องการจริงๆในชีวิต

คนที่ปฏิเสธไม่ยอมต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาต้องการในชีวิต คือ คนที่ยอมรับว่าตัวเองล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นเดินก้าวแรก

คนเหล่านี้ไม่ต้องเจอกับความเจ็บปวดหรือความรู้สึกแย่ๆเมื่อต้องพบกับความพ่ายแพ้ชั่วคราว พวกเขาจะเจอหนักกว่านั้น พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตโดยแบกความเสียดายไปจนตาย

ถ้าคุณต่อสู้เพื่อจะได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด มันจะมีความล้มเหลว มันจะมีความเจ็บปวด มันจะมีความอับอายและทุกอย่างที่จะทำให้ใจห่อเหี่ยว แต่ถ้าคุณไม่ยอมล้มเลิก ถ้าคุณเล่นไม่เลิก ไม่เพียงแต่คุณจะไปถึงเป้าหมาย แต่คุณจะได้รับบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่านั้น

คุณจะภูมิใจในตัวเอง และคุณจะได้รับตัวคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

  1. บอกผมว่าทุกวันนี้คุณใช้เวลาว่างทำอะไร และคุณใช้เงินไปกับอะไร และผมจะพยากรณ์ให้ฟังว่าหลังจากนี้อีก 10 ปีคุณจะเป็นอะไร คุณจะใช้ชีวิตอย่างไร และคุณจะอยู่ที่ไหน

คุณสามารถพยากรณ์อนาคตของตัวเองได้อย่างไรน่ะหรอ?

ดูวิธีใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองไง

ถ้าคุณใช้ชีวิตทุกวันแบบมีจุดหมาย อนาคตของคุณจะเต็มไปด้วยจุดหมายนั้น

ถ้าคุณใช้ชีวิตไปวันๆแบบไร้จุดหมาย อนาคตของคุณจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

คุณต้องใช้ชีวิตแบบมีสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร

คุณต้องมีสติรู้ตัวว่ากำลังใช้เงินไปกับอะไร

สร้างแผนการทำงานและแผนการใช้ชีวิตขึ้นมา แผนที่จะนำพาให้คุณมีอุปนิสัยที่จำเป็นต่อความสำเร็จและเป้าหมายที่คุณต้องการ

  1. เป้าหมายคือความฝันที่มีกำหนดเวลา

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องที่ดี แต่เป้าหมายที่ไม่มีกำหนดเวลาคือเรื่องเพ้อฝัน เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ

ความฝันของคุณกลายเป็นความจริงได้ ถ้าคุณจริงจังกับมัน

และก้าวแรกของการบอกว่าคุณจริงจังกับเป้าหมายคือ การกำหนดเวลาให้เป้าหมายนั้น

เวลาที่คุณอนุญาตให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นจริง

เป้าหมายที่ดีจะทำให้คุณรู้สึกท้าทายมากพอที่จะตัดสินใจลงมือทำทันที

เป้าหมายที่คุณตั้งต้องท้าทายแต่เป็นไปได้ มันต้องเป็นเป้าหมายที่คุณดิ้นรนเพื่อมัน แต่สามารถทำได้

มันควรเป็นเป้าหมายที่ตัวคุณในตอนนี้ ณ ตอนนี้ เวลานี้ ไม่สามารถทำสำเร็จ ถ้าจะสำเร็จได้คุณต้องเติบโตเป็นตัวคุณเองในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น

นั่นแหละคือ นิยามของเป้าหมาย

  1. เมื่อคุณพบกับความพ่ายแพ้ ให้ยอมรับความพ่ายแพ้นั้นในฐานะสัญญาณ

สัญญาณที่บอกว่าแผนการของคุณไม่ได้ผล คิดแผนการใหม่ขึ้นมา จากนั้นลุกขึ้นลุยต่อเพื่อเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

ทุกคนต้องเจอกับความพ่ายแพ้ แค่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ อย่าเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่

เมื่อคุณต้องพบกับความพ่ายแพ้ชั่วคราว ถามตัวเองว่า

ทำอะไรเพื่อให้ผลลัพธ์ดีกว่านี้ได้ไหม?

ถามตัวเองว่า ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ให้บทเรียนอะไรกับเรา

ถามตัวเองว่า จะทำอย่างไรให้แผนการทำงานชัดเจนและรัดกุมมากกว่านี้

อย่ายอมแพ้ คุณแค่ยังไม่เจอแผนการที่ถูกต้อง

  1. ไม่ว่าจิตของมนุษย์จะรับรู้และเชื่อสิ่งไหน มันจะเป็นความจริง

จิตของมนุษย์มีพลังล้นเหลือ ไม่มีข้อจำกัด

ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวของจิตคือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันปฏิเสธไม่ยอมรับข้อจำกัดเหมือนที่คนทั่วๆไปยอมรับ ข้อพิสูจน์คือความสำเร็จของพวกเขา

ตั้งจิตให้มั่น ห้ามยอมรับข้อจำกัดที่ถูกยัดเยียดโดยพ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน ครู สังคม ระบบการศึกษา

ถ้าคุณกำลังทำบางอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เชื่อไปเลยว่าคุณจะเป็นคนแรกที่สามารถทำได้

ถ้าไม่มีใครเชื่อว่าคุณทำได้ จงเป็นคนแรกที่เชื่อว่าคุณทำได้

ทัศนคติที่ถูกต้องคือ ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดที่คุณสามารถมีได้ ถ้าคุณต้องการทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีทัศนคติที่ถูกต้อง สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเอง เชื่อในตัวเอง และลงมือทำอย่างไม่หยุดยั้ง

  1. จะไม่มีใครมาคอยแย่งอากาศคุณหายใจเมื่อถึงยอดเขาที่ชื่อความสำเร็จ

บนยอดเขาที่ชื่อความสำเร็จ มีแต่ความสบาย ไม่อึดอัด ไม่มีใครมาแย่งอากาศคุณหายใจ ไม่มีใครมาแย่งพื้นที่ของคุณ เพราะคนส่วนใหญ่เบียดเสียดกันอยู่ที่ตีนเขา

คนส่วนใหญ่จบตั้งแต่ที่ตีนเขาโดยไม่มีความคิดที่จะขึ้นเขาแม้แต่น้อย

พวกเขาพึงพอใจกับงานที่เขาทำ

พึงพอใจกับความสัมพันธ์ที่เขามี

พึงพอใจกับสังคมที่เขาอยู่

พึงพอใจกับวิถีชีวิตที่เหมือนคนอื่นทั่วไป

ด้วยเหตุนี้แค่ผ่านไปให้ได้ในแต่ละวัน พวกเขาก็หมดแล้ว

จงเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่กลัวที่จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยังมีแรงอยู่ เพื่อที่คุณจะได้มีความสุขกับเส้นทางอันเรียบง่ายในบั้นปลายของชีวิต

เริ่มต้นปีนภูเขาลูกนั้นเสีย และอย่าลืมมองหาคนที่ดูมีแววที่คุณอยากจะพาเขาขึ้นไป สูดหายใจลึกๆบนยอดเขาเคียงข้างคุณ

  1. คุณเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิต และเป็นกัปตันผู้เลือกทิศทางให้กับดวงวิญญาณของตัวเอง

คุณสามารถสร้าง ควบคุม และกำหนดสภาพแวดล้อมรอบตัวของตัวเองได้

คุณสามารถเนรมิตทุกอย่างในชีวิตให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้

ถ้าคุณไม่สามารถทำอะไรยิ่งใหญ่ได้ จงทำเรื่องเล็กๆด้วยความตั้งใจอันยิ่งใหญ่

อย่ารอเวลาที่ใช่ มันไม่มีอยู่จริง

อย่ารอจังหวะที่ถูกต้อง มันไม่มีวันมาถึง

เริ่มตรงจุดที่คุณยืนอยู่ และลงมือทำด้วยทุกอย่างที่คุณมีในมือ

ทุกอย่างที่จำเป็นต่อความสำเร็จจะมาเองเมื่อคุณเริ่มออกเดิน

View Details


ผมชอบบทนำของหนังสือ Think and Grow Rich เวอร์ชั่นแรกสุดเลยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1937 มากๆ ที่นโปเลียน ฮิลล์ เขียนว่า

“หลังจากที่คุณอ่านหน้าสุดท้ายของ Think and Grow Rich จบ มือคู่ที่วางหนังสือเล่มนี้ลงบนโต๊ะ ไม่ใช่มือคู่เดิมกับเมื่อครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาพลิกหน้าแรก

คนที่ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้และเดินกลับเข้ามาสู่สังเวียนของชีวิต ไม่ใช่คนๆเดิม เขาคือคนที่เปลี่ยนไป

อุปสรรค ขวากหนาม เมฆหมอก และอวิชชาที่เขามโนขึ้นเพื่อด้อยค่าและเตะตัดขาตัวเองทั้งหลาย ที่มันคอยฉุดรั้งไม่ให้เขากล้าคิด กล้าฝัน และกล้าลงมือทำ จู่ๆก็มลายหายไปเสียสิ้นอย่างอัศจรรย์

เส้นทางเดินของเขาจากมืดมัว กลายเป็นสว่าง​ โล่ง และเห็นปลายทางได้อย่างชัดเจน

ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คนๆนั้นได้รับพรสวรรค์และความสามารถในการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง เขาได้รับวิชาเล่นแร่แปรธาตุในการเปลี่ยนความคิดให้จับต้องได้

สิ่งเลื่อนลอยอย่างโชคชะตาหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะสิ้นอำนาจเหนือเขา

คนที่เป็นผู้โดยสารมาทั้งชีวิต จู่ๆได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกัปตันเรือ

ผู้สามารถกำหนดเส้นทางของชีวิตให้แล่นไปสู่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการทุกประการ”

มันเด็ดขาด ทรงพลัง และผมก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นถ้าท่านอ่าน Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition มากพอ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มอ่านเป็นครั้งแรก ดาเมจมันน่าจะรุนแรงไปจนถึงขึ้น Oversell ดังนั้นในเวอร์ชั่นหลังๆ นโปเลียน ฮิลล์ ถึงตัดสินใจเอาบทนำนี้ออก

OHMPIANG School of Success EP.11 นี้ ผมจะมาเพิ่มโอกาสของท่านในการทำให้บทนำดั้งเดิมนี้เป็นจริง ด้วยการแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับชายผู้สร้างเศรษฐีมากที่สุดในโลก เจ้าของผลงานหนังสือระดับตำนาน Think and Grow Rich

เพราะอย่างที่ผมชอบพูดอยู่บ่อยๆ ถ้าท่านได้รู้จักเจ้าของผลงานมากขึ้น ท่านจะอินกับการศึกษาและชื่นชมผลงานของเขามากขึ้น

นโปเลียน ฮิลล์ เกิดในกระท่อมหลังเล็กๆในรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อปี 1883

พ่อแม่ของเขามีฐานะยากจนทำให้วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความลำบาก อดมื้อกินมื้อ ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทุกวัน

ตรงนี้เองทำให้เขามุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาอ่านหนังสือเยอะมากเพราะเชื่อว่าหนังสือจะเป็นกุญแจสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม

เขาเริ่มอาชีพนักข่าวด้วยการเป็นนักเขียนอิสระให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ด้วยความที่เป็นนักอ่านตัวพ่อทำให้ผลงานของเขาเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์มีชื่อเสียงในเวลาไม่นาน

นโปเลียน ฮิลล์ถูกเชิญให้เป็นนักข่าวอิสระทำงานให้สำนักพิมพ์นั้น เขาเขียนข่าวและบทความจำนวนมากให้สำนักพิมพ์ นานวันเข้าทักษะการเขียนและการสื่อสารของเขาก็พัฒนาขึ้น

เขาไม่เคยหยุดอ่านหนังสือ เขาไม่เคยหยุดพยายามหาทางพัฒนาตัวเองและเติบโต จนกระทั่งผลงานของเขาเข้าตาอภิมหาเศรษฐีแอนดรูว์ คาร์เนกี้ หนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จที่สุด

คาร์เนกี้มองเห็นศักยภาพของนโปเลียน ฮิลล์ และแนะนำให้เขารู้จักกับเพื่อนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างเฮนรี่ ฟอร์ด โธมัส เอดิสัน และอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์

นโปเลียน ฮิลล์ทำตัวเหมือนฟองน้ำ เขาซึมซับทุกอย่างที่บุคคลเหล่านี้พูดและสอน

ยิ่งอยู่ใกล้บุคคลที่ประสบความสำเร็จ นโปเลียน ฮิลล์ ยิ่งอยากรู้ว่า มันมีอยู่จริงไหม หลักการของความสำเร็จที่ขอแค่ทำตาม ไม่ว่าใครก็สามารถประสบความสำเร็จได้

เขาเริ่มศึกษาลงลึกมากขึ้นเรื่องความสำเร็จ สิ่งที่เขาค้นพบเพิ่มเติมนำเขาไปสู่คำถามที่เปลี่ยนชีวิตของคนหนุ่มสาวทั่วโลกที่ต้องการความสำเร็จเป็นเวลาเกือบ 100 ปีมาแล้ว

คำถามของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ที่ถามว่า

“คุณเต็มใจใช้เวลาสัก 20 ปีหรือมากกว่าสัมภาษณ์คนประสบความสำเร็จ ศึกษาพวกเขาอย่างละเอียด จากนั้นตกผลึกเป็นหนังสือเกี่ยวกับหลักการของความสำเร็จเพื่อเปิดเผยเคล็ดลับเหล่านี้ให้เหล่าชายและหญิงทั่วโลกที่อาจกำลังต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตอยู่ไหม”

เขาตอบว่า “เต็มใจ” และใช้เวลาอีก 25 ปีหลังจากนั้นในการสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จกว่า 500 คน รวมไปถึงบุคคลที่ล้มเหลวกว่า 25,000 คนเพื่อเขียนเป็นตำราเกี่ยวกับความสำเร็จที่ชื่อ Think and Grow Rich

หนังสือ Think and Grow Rich ของนโปเลียน ฮิลล์ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1937 และกลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหมวดการพัฒนาตัวเองและความสำเร็จ มียอดขายหลายล้านเล่ม และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังสือที่สร้างเศรษฐี มหาเศรษฐี และอภิมหาเศรษฐีมากที่สุด

การได้พบกับแอนดรูว์ คาร์เนกี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของนโปเลียน ฮิลล์ หลายคนบอกว่ามันเป็นโชคดีของเขา คนเหล่านั้นไม่เข้าใจและไปด้อยค่าความเพียรพยายาม ความปรารถนา และความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นตั้งแต่เด็กของนโปเลียน ฮิลล์

พวกเขาไม่เข้าใจว่าหลักการของความสำเร็จที่นโปเลียน ฮิลล์ค้นพบนำพาเขามาพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ชื่อแอนดรูว์ คาร์เนกี้

หลักการของความสำเร็จที่เขาค้นพบที่อยู่ในหนังสือ Think and Grow Rich คือหลักการที่ไม่ว่าใครก็ตามสามารถเรียนรู้และทำตามได้

ชีวิตและการเดินทางของนโปเลียน ฮิลล์คือบทเรียนอย่างดีของการทำงานหนัก ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อในการทำพันธกิจของชีวิต

ต่อไปนี้คือบทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องราวของเขา

จงเชื่อมั่นในตัวเองนโปเลียน ฮิลล์เชื่อในตัวของเขาและความสามารถในการสร้างความแตกต่างให้โลกใบนี้ เขาไม่ยอมรับอุปสรรคและความโชคร้ายที่ถูกยัดเยียดใส่ชีวิตเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความยากจนในวัยเด็ก หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบลร์ลูกชายของเขา

เขาชัดเจนว่าต้องการสิ่งใดและอุทิศชีวิตของเขาในการช่วยให้ผู้อื่นได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองใฝ่ฝัน

เห็นคุณค่าของการมี Mentorการได้พบกับแอนดรูว์ คาร์เนกี้และคนสำเร็จมากมายช่วยพาเขาเข้าสู่เส้นทางของความสำเร็จ นโปเลียน ฮิลล์เห็นคุณค่าของการได้เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จก่อนเขา เขาไม่เคยกลัวที่จะขอคำแนะนำและขอความรู้จากเขา

จะเห็นได้จากบทที่ 15 ของหนังสือ Think and Grow Rich เรื่องประสาทสัมผัสที่ 6 ว่าเขาจริงจังในการเรียนรู้จากคนที่สำเร็จมากแค่ไหน

คำว่ายอมแพ้ไม่มีในพจนานุกรมในหนังสือมีเขียนเอาไว้ว่า อย่างแรกเลยเมื่อเขาซื้อพจนานุกรม เขาจะเปิดไปหาคำว่า เป็นไปไม่ได้ และตัดมันออก

ชีวิตและผลงานของเขาคือข้อพิสูจน์ว่า เขาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ Think and Grow Rich ใช้เวลาเขียนทั้งสิ้น 25 ปี ต้องคุยกับคนหลายหมื่นคนเพื่อวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล จากนั้นต้องมาตกผลึกและนั่งเขียน

ถ้าท่านเป็นเหมือนผมที่ปวดหัวเรื่องคน ท่านย่อมเห็นด้วยว่าการคุยกับคนหลายหมื่นคนต้องเจออะไรขนาดไหน แต่เขาไม่ยอมแพ้

ผลลัพธ์คือ หนังสือในตำนานที่เป็นภารกิจแห่งชีวิตของเขา

ทั้งหมดคือเรื่องราวของนโปเลียน ฮิลล์ที่ผมอยากเล่าให้ฟัง ชายที่อุทิศชีวิตเพื่อปลดล็อคความลับของความสำเร็จ ความลับที่พร้อมช่วยให้ชายและหญิงทุกคนที่พร้อมเปิดใจเชื่อและลงมือทำ เห็นความฝันของพวกเขากลายเป็นความจริง

สำหรับผมจริงอยู่ที่เนื้อหาในหนังสือ Think and Grow Rich สอนหลักการของความสำเร็จทั้ง 13 ข้อที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำตามและประสบความสำเร็จได้

แต่อย่าลืมว่าตัวหนังสือเองคือข้อพิสูจน์อย่างดี เพราะหนังสือเล่มนี้คือผลลัพธ์ของการใช้หลักการที่อยู่ในหนังสือ

มันคือผลรวมของหลักการทั้ง 13 ข้อที่กลายเป็นความจริงจับต้องได้และจะเปลี่ยนชีวิตของท่าน หากท่านรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และพร้อมแลกทุกอย่างในชีวิตเพื่อสิ่งนั้น

ถ้าตอนนี้ท่านยังไม่ได้ครอบครองหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition สามารถสั่งซื้อได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

ขอปิดท้าย Podcast Episode นี้ด้วยคำพูดคลาสสิคตลอดกาลของนโปเลียน ฮิลล์

“ไม่ว่าจิตของมนุษย์จะรับรู้และเชื่อสิ่งไหน มันจะเป็นความจริง”

View Details


นานมาแล้ว มีเด็กเลี้ยงม้าผู้ต่ำต้อยคนหนึ่งนามว่า วิล

เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน อดมื้อกินมื้อ

ทุกครั้งที่วิลเห็นลูกค้าผู้มั่งคั่งมาซื้อม้า เขาจะเห็นภาพตัวเองในบทบาทที่กลับกันเสมอ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความฝันสำหรับเขา เพราะเขาไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

วันหนึ่งขณะที่เขาพาม้าไปกินน้ำที่ริมทะเลสาบ เขาบังเอิญได้พบกับชายชราในชุดผ้าไหมที่เดินทางมาจากแดนไกลและนั่งพักผ่อนที่ริมทะเลสาบพอดีเช่นกัน

วิล มองไปที่เสื้อผ้าหรูหราของชายชราก็ถอนหายใจ และพาม้าไปกินน้ำ สายตามองเหม่อไปอย่างไร้จุดหมายที่ทะเลสาบ

ชายชราสังเกตเห็นวิลและสายตาเลื่อนลอยของเขา เขาเดินมาและถามวิลว่า

“ไอ้หนุ่ม ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะมีสายตาเลื่อนลอยเช่นนั้น ตอบข้าซิ วันๆในหัวของเจ้าคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง”

วิลตอบว่า “ข้าฝันถึงความยิ่งใหญ่และความสำเร็จ ทุกครั้งที่ลูกค้าผู้มั่งคั่งเข้ามาที่คอกม้าเพื่อเลือกม้าของเจ้านายข้า ข้าจะฝันถึงตัวเองที่สามารถเดินเข้ามาเลือกซื้อม้าได้อย่างอิสระ แต่มันคงเป็นแค่ความฝัน เพราะข้ากลัวว่าข้าไม่มีอะไรดีพอจะมีชีวิตเช่นนั้นได้”

ชายชรายิ้มและพูดว่า

“เจ้าเป็นในสิ่งที่เจ้าคิด ถ้าเจ้าคิดถึงความฝันต่อให้มันจะดูเทพนิยายแค่ไหนและโฟกัสมองเห็นแต่สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิต พร้อมๆกับรักษาพลังงานเชิงบวก เจ้าจะได้รับทุกอย่างที่เจ้าต้องการ แต่เมื่อใดก็ตามที่เจ้าปล่อยให้ความกลัวและความสงสัยมีอิทธิพลเหนือเจ้า สิ่งที่เจ้าฝันจะไม่มีวันเป็นจริง”

ได้ฟังดังนั้น วิล เด็กเลี้ยงม้าผู้ต่ำต้อยเกิดแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ เขาตัดสินใจโฟกัสที่ความฝันและลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ เขาเริ่มจินตนาการภาพตัวเองสำเร็จและเดินเข้ามาเลือกซื้อม้าในคอกของเจ้านาย เขาเห็นภาพตัวเองเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง

ตั้งแต่วันนั้นเขาเริ่มเดินไปยังทิศทางของสิ่งที่เขาฝัน ทิศทางที่เขาเห็นมาตลอดแต่ขาดความมั่นใจที่จะเดิน เขาไม่ได้เดินก้าวใหญ่ เขาค่อยๆเดิน ค่อยๆเรียนรู้

วินาทีที่เป้าหมายของเขาชัดเจน เขาเปลี่ยนตัวเองจากเด็กคอกม้า เป็นนักขาย เขาเริ่มจากสิ่งที่เขามีนั่นคือความรู้เชิงลึกของเขาเกี่ยวกับม้าแต่ละตัว

เขาเลือกม้าที่เหมาะสมกับเจ้าของสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าของเขาอย่างมาก

แม้ว่าต้องพานพบอุปสรรคนานัปการ วิลโฟกัสที่ความฝันและเอาตัวเองอยู่ในพลังงานที่เป็นบวกเสมอ เมื่อใดก็ตามที่ความกลัวและความสงสัยเกิดขึ้น เขาจะทำงานอย่างบ้าคลั่ง ใจนึกถึงแต่ภาพตัวเองที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนเขาไม่ลืมที่จะออมเงิน 1 ส่วนจากทุกๆ 10 ส่วนที่เขาหาได้ เพื่อนำไปลงทุนสำหรับอนาคต

วันหนึ่งขณะที่วิลกำลังแนะนำม้าให้ลูกค้าคู่หนึ่งด้วยความกระตือรือร้น ซามูเอล พ่อค้าผู้มั่งคั่งผ่านมาที่เมืองที่วิลอยู่พอดี เขายืนฟังวิลพูดถึงม้าอยู่นานและประทับใจในความตั้งใจและความรู้เกี่ยวกับม้าที่วิลมีอย่างมาก

ซามูเอลเป็นพ่อค้าเครื่องเทศและสมุนไพรที่สร้างตัวขึ้นจากไม่มีอะไรเลย ใช้เพียงการทำงานหนัก ความเพียรพยายาม และสายตาเฉียบคมในการลงทุนเท่านั้น

เขาเห็นตัวเขาเมื่อครั้งยังหนุ่มในตัววิล ตัวเขาที่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย ทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ

เขายื่นโอกาสในการทำงานใกล้ชิดกับเขาให้วิล และวิลก็ตอบรับแทบจะทันที เพราะสิ่งที่วิลต้องการมาตลอดคือ Mentor ที่คอยชี้แนวทางให้

ภายใต้การสอนของซามูเอล วิลเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเครื่องเทศอย่างรวดเร็ว เขาเข้าใจตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

เขาทำงานกับซามูเอลหลายปี จนในที่สุดเขารวบรวมเงินเก็บได้ก้อนหนึ่งและตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเครื่องเทศของตัวเองโดยเน้นเครื่องเทศที่ซามูเอลไม่ได้โฟกัส

ด้วยเงินทุน ความรู้ และ Connection ที่เขาสร้างตลอดหลายปีที่อยู่กับซามูเอล ธุรกิจของวิลเติบโตอย่างรวดเร็ว เขากลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงธุรกิจและการค้า

แต่ทุกความล้มเหลวมีเมล็ดพันธุ์ของความสำเร็จฉันใด ทุกความสำเร็จย่อมมีอุปสรรคและความท้าทายฉันนั้น

ธุรกิจของเขาต้องพบกับการแข่งขันอันดุเดือดจากพ่อค้าเครื่องเทศจากต่างเมือง ซึ่งเป็นเมืองที่เขารับเครื่องเทศมาขาย

จากที่เป็นเจ้าของตลาดแต่เพียงผู้เดียว ตอนนี้วิลต้องแข่งกับเจ้าของเครื่องเทศโดยตรง เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ความเครียดและความกดดันสารพัดถาโถมเข้าใส่ สุดท้ายเขากลับไปจมอยู่กับความคิดลบอีกครั้ง

เมื่อจมอยู่ในห้วงกระแสพลังงานลบ ทุกอย่างที่สร้างมาค่อยๆถดถอยทีละนิด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาย้อนกลับไปนึกถึงคำของชายชราที่ริมทะเลสาบ

เขาตระหนักรู้ว่า เขาหยุดโฟกัสที่ความฝันและเป้าหมาย และให้พลังกับความกลัว ความกังวล ความสงสัยที่เกิดจากคู่แข่งและความไม่แน่นอนแทน

แต่เขาจนแล้วจนรอด เขาไม่สามารถดึงตัวเองกลับมาให้โฟกัสความฝันได้ ความคิดลบๆมันผุดขึ้นมากวนเขาทุกครั้งที่เขาเผลอ

เขาตัดสินใจหยุดทุกอย่างและออกเดินทางไปหาชายชราคนนั้นเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

ชายชราฟังเรื่องราวของวิลและตอบว่า

“เจ้าเพียงต้องโฟกัสไปที่ความฝันและเชื่อมั่นในตัวเอง การแข่งขันอาจดุเดือด ความท้าทายครั้งนี้อาจใหญ่หลวง แต่เจ้ามีพลังมากพอที่จะข้ามผ่านไปได้ จำเอาไว้ว่า เจ้าเป็นสิ่งที่เจ้าคิด”

ด้วยคำแนะนำนี้ วิลตัดสินใจลงมือทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ทันทีอีกครั้ง เขาจินตนาการภาพความสำเร็จที่ต้องการ ความสำเร็จที่อยู่เหนือการแข่งขันทุกประการ

เมื่อทิศทางชัดเจน ความคิด และการกระทำไปในทิศทางเดียวกัน สุดท้ายเขากลายเป็นสิ่งที่เขาคิดจริงๆ

นับแต่วันนั้นเขาไม่เคยลืมคำแนะนำของชายชราอีกเลย ไม่ว่าจะเผชิญกับอุปสรรคหรือความท้าทายแบบไหน เขาจะโฟกัสที่ความฝันและลงมือทำในสิ่งที่สามารถทำได้เลย

หลายปีต่อมา ทั่วอาณาจักรรู้จักเขาในนามพ่อค้าเครื่องเทศผู้มั่งคั่งและปราดเปรื่อง เขาข้ามผ่านความกลัวและความสังสัย และได้รับความสำเร็จมากกว่าที่เขาจินตนาการ

วิลได้รับบทเรียนสำคัญที่สอนเขาว่า ความคิดมีพลัง ทุกสรรพสิ่งที่จับต้องได้ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่ความคิด และถ้าเราโฟกัสไปที่ความฝัน ความปรารถนา และสิ่งที่เราต้องการ จากนั้นลงมือทำ เราจะได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการ

เรื่องราวของวิล เด็กเลี้ยงม้าผู้ต่ำต้อย ผู้ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ สอนให้เรารู้ถึงความสำคัญของคำว่า “คุณเป็นสิ่งที่คุณคิด”

ความคิดและความเชื่อมีพลังในการสร้างทุกอย่างให้กลายเป็นความจริง

เมื่อวิลโฟกัสไปที่ความฝันและการลงมือทำ เขาสามารถประสบความสำเร็จได้เหนือกว่าที่เขาเคยวาดฝันเอาไว้

แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาปล่อยตัวปล่อยใจให้ถลำลงไปในหลุมดำของการคิดลบ ชีวิตเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความลังเล ความสงสัย ทุกอย่างดูยากเต็มไปด้วยอุปสรรค

บทเรียนสำคัญคือ เพียงโฟกัสไปที่ความฝัน เชื่อมั่นในตัวเอง ลงมือทำในสิ่งที่สามารถทำได้ทันที เราสามารถก้าวข้ามได้ทุกอุปสรรคและทำให้ทุกความฝันกลายเป็นความจริง

OHMPIANG
ธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์

View Details


เราอยู่ในยุคที่ผู้คนหิว กระหาย และแสวงหา ความสำเร็จ หันไปทางไหนใครๆก็พูดเรื่องความสำเร็จ เรียกได้ว่าความสำเร็จมีอยู่รอบตัว แต่คำถามสำคัญคือ ท่านรู้หรือยังว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร

และจริงๆแล้ว ความสำเร็จคืออะไร

OHMPIANG School of Success Episode นี้เราจะมาพูดเรื่องนี้กัน เพราะมันสำคัญมากที่ท่านต้องนิยามความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไขว่คว้ามันแบบจริงๆจังๆ

ข่าวดีคือ ผมไม่ได้จะมาโชว์เหนือบอกท่านว่าความสำเร็จคืออะไร แต่ผมรวบรวมนิยามของความสำเร็จจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกยามเมื่อถูกถามคำถาม Classic ว่าความสำเร็จคืออะไร มาเล่าให้ท่านฟัง

ชอบอันไหน ใช้อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของตัวเองได้เลยครับ

ขอเริ่มต้นด้วยนิยามความสำเร็จที่ผมชื่นชอบและเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างในชีวิตของผม

ความสำเร็จคือ การลงมือทำเพื่อให้เป้าหมายหรืออุดมการณ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง กลายเป็นความจริงทีละเล็กทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ

Earl Nightingale

ความสำเร็จคือ การตื่นนอนตอนเช้าแบบรู้ว่าต้องการอะไร และเข้านอนโดยที่รู้ว่าได้รับสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว

Will Smith

ความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่าง ความล้มเหลวก็เช่นกัน มันคือกึ๋นและความกล้าที่จะไปต่อที่สำคัญที่สุด

Winston Churchill

คนสำเร็จคือคนที่วางรากฐานให้ตัวเองด้วยก้อนอิฐแห่งความปรามาสที่ถูกขว้างมาที่เขา

David Brinkley

ความสำเร็จคือการมีความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และใจที่จะเป็นคนที่คุณเชื่อว่าเกิดมาเพื่อเป็น

George Sheehan

ความสำเร็จไม่ได้แปลว่าต้องเก่งที่สุดหรือดีที่สุด มันคือการที่คุณเก่งขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิมตลอดเวลา

Kobe Bryant

คนสำเร็จทำในสิ่งที่คนไม่สำเร็จไม่เต็มใจทำ

J.R.R Tolkien

ความสำเร็จคือการตกหลุมรักตัวเอง ตกหลุมรักในสิ่งที่ทำ และตกหลุมรักในสิ่งที่เป็น

Maya Angelou

ความสำเร็จคือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

Ben Sweetland

คนสำเร็จมีความกลัว พวกเขามีความกังวล ความสงสัย แค่พวกเขาไม่ยอมให้ความรู้สึกเหล่านี้หยุดยั้งพวกเขา

T. Harv Eker

ความสำเร็จไม่ใช่กุญแจสู่ความสุข ความสุขต่างหากคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

Albert Schweitzer

คนสำเร็จไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ พวกเขาแค่ทำงานหนักและสำเร็จด้วยความตั้งใจ

Gail Devers

ความสำเร็จคือการเดินทางจากความล้มเหลวสู่ความล้มเหลวด้วยความกระตือรือร้นที่ไม่สั่นคลอน

Winston Churchill

ความสำเร็จไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณทำได้ แต่จากอุปสรรค ขวากหนาม ที่คุณเผชิญหน้า และความกล้าหาญที่คุณใช้ในการก้าวข้ามพวกมัน

Orison Marden

คนสำเร็จไม่เคยกังวลว่าคนอื่นกำลังทำอะไร พวกเขาโฟกัสที่การเติบโตของตัวเอง

Steve Jobs

คนสำเร็จกล้าเสี่ยงคว้าโอกาส จากนั้นค่อยหาทางทำให้โอกาสนั้นได้ผล

Howard Schultz

คนสำเร็จไม่รอการเปลี่ยนแปลง พวกเขาสร้างมันขึ้นมา

Barack Obama

คนสำเร็จรู้วิธีที่ดีที่สุดในการไปถึงเป้าหมาย พวกเขารู้ได้ด้วยการก้าวเล็กๆทีละก้าวและฉลองทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

Tony Robbins

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันต้องใช้ความอดทน ความสม่ำเสมอ และการทำงานหนัก

Mark Cuban

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือโชคชะตา ความสำเร็จคือผลลัพธ์ของการทำงานหนัก ความเพียรพยายาม และความมุ่งมั่น

Colin Powell

คนสำเร็จไม่เคยยอมแพ้ พวกเขาพยายามจนกว่าจะเจอหนทางที่ถูกต้อง

Richard Branson

คนสำเร็จไม่กลัวที่จะล้มเหลว พวกเขาเข้าใจว่าความล้มเหลวคือโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต

Oprah Winfrey

คนสำเร็จรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง และไม่โทษคนอื่นสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

Bill Gates

คนสำเร็จอึด ถึก ทน เล่นไม่เลิก พวกเขาไม่อนุญาตให้ตัวเองพ่ายแพ้ต่อความผิดหวัง อุปสรรค และปัญหา

Tony Robbins

ความสำเร็จคือการเดินทาง ไม่ใช่ปลายทาง จงสนุกกับการเดินทางไม่ว่าจะเจออุปสรรคขวากหนามมากมายแค่ไหนก็ตาม

John C Maxwell

ความสำเร็จเกิดขึ้นเมื่อโอกาสพบเจอกับการเตรียมตัว มันขึ้นอยู่กับคุณและคุณคนเดียวว่าเตรียมตัวพร้อมแค่ไหนยามที่โอกาสผ่านมาเคาะประตู

Earl Nightingale

คนสำเร็จโฟกัสไปที่เป้าหมายและไม่ยอมให้แสงสีเสียงของชีวิตมาขัดขวาง

Neil Gaiman

ความสำเร็จคือการเดินทางที่คุณต้องเต็มใจทำงานหนักเพื่อจะได้คู่ควรกับมัน

คนสำเร็จไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง พวกเขาอ่อนน้อมและมีใจที่เปิดกว้างเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในทุกๆวัน

Richard Branson

ถ้าตอนนี้ท่านยังไม่ได้ Download eBook ฟรี OHMPIANG The Big Book of Tested Affirmation รหัสลับสั่งจิตใต้สำนึกที่คนสำเร็จระดับโลกใช้กัน พร้อมวิธีปลดล็อคหนังสือเสียงฟรี สามารถ Subscribe เข้าอีเมลของผมได้ที่เวบไซต์ ohmpiang.com นะครับ หรือแอดไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) เพื่อถามทีมงานได้เลย

ความสำเร็จเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกภายใน ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเอง จะไม่มีใครสามารถหยุดยั้ง ขวางทาง ไม่ให้คุณไปถึงความสำเร็จที่ต้องการได้

Kobe Bryant

คนสำเร็จเข้าใจว่าความสำเร็จคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร พวกเขาโฟกัสและค่อยๆไปทีละก้าว

Joel Osteen

ความสำเร็จไม่ใช่การตะกายขึ้นไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด มันคือการค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

Les Brown

ความสำเร็จไม่ใช่การปราศจากความล้มเหลว แต่เป็นการมีความสามารถในการเรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาดของตัวเอง

Jack Ma

คนสำเร็จไม่กลัวความเสี่ยง เพราะพวกเขารู้ว่าความเสี่ยงจะนำพาให้พวกเขาเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

Richard Branson

ความสำเร็จต้องการวินัย ความทุ่มเท การทำงานหนัก กำลังใจ และความเพียรพยายาม

Mark Zuckerberg

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ มันคือการเดินทางสู่การค้นหาตัวตนและการเติบโตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

Steve Harvey

ความสำเร็จตั้งอยู่บนรากฐานของความเต็มใจที่จะลุย กล้าแลก กล้าเสี่ยง และเชื่อกึ๋นของตัวเองตลอดทาง

Gary Vaynerchuk.

คนสำเร็จไม่ยอมให้อุปสรรคขวางทางระหว่างเขาและความฝันของเขา คนสำเร็จทำงานหนักเพื่อเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาส

Tony Robbins.

ความสำเร็จไม่เกี่ยวกับโชคชะตา มันเกี่ยวกับทัศนคติและความพยายาม

Zig Ziglar

คนสำเร็จรู้ว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางและใช้มันเป็นประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขา

Elon Musk

ความสำเร็จไม่ใช่การเป็นที่หนึ่ง มันคือการตั้งเป้าหมายและยอมกัดฟันทำเกินกว่าที่ถูกคาดหวังเพื่อเป้าหมาย

Oprah Winfrey

คนสำเร็จรู้ดีว่าการทำงานหนักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเสมอ และพวกเขาก็เข้าใจว่าความสมดุลสำคัญที่สุดในชีวิต

Warren Buffet

คนสำเร็จรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง พวกเขาอ่อนน้อมมากพอที่จะยอมรับเมื่อพวกเขาทำผิดพลาดหรือต้องการความช่วยเหลือ

Brian Tracy

คนสำเร็จรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความเพียรพยายาม ความทุ่มเท และความอดทนเล่นไม่เลิก

Simon Sinek.

คนสำเร็จเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมเสมอ

Will Smith.

ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่สิ่งที่คุณได้ครอบครองอย่างเดียว แต่วัดที่ความเป็นมนุษย์ที่คุณสั่งสมมาตลอดการเดินทางด้วย

Stephen Covey.

คนสำเร็จไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดหรือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน เพราะพวกเขารู้ว่าทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปข้างหน้า

Steve Jobs.

ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การไปให้ถึงเป้าหมายอย่างเดียว มันคือทัศนคติและความเชื่อที่คุณนำติดตัวเข้าเส้นชัยไปด้วย

Earl Nightingale.

ความสำเร็จไม่ได้พบในผลลัพธ์ แต่พบในความพยายาม

Mahatma Gandhi

ความสำเร็จไม่ใช่การมีเงินเยอะ มันคือการได้ทำในสิ่งที่คุณรักและมี Passion ที่จะทำ

Steve Jobs

ความสำเร็จจะมีความหมายและนำความสุขมาให้ ต่อเมื่อคุณรู้สึกว่ามันมาจากฝีมือของตัวเอง

Mark Zuckerberg

ความสำเร็จคือการเอาตัวเองออกจากเขตสบาย และท้าทายตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น ในทุกๆวัน

Richard Branson

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งนิยามที่ผมชอบที่สุด

“คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือคนที่มองไปรอบๆเพื่อหาโอกาส สถานการณ์ หรือจังหวะที่เขาต้องการ และถ้าหาไม่เจอ เขาจะสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเอง”

George Bernard Shaw

View Details


ใน Episode ที่แล้วผมเล่าเรื่องราวความสำเร็จของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ให้ฟังพร้อมบทเรียนที่เราได้รับจากเรื่องราวความสำเร็จของเขา

ใน Episode นี้ผมจะมาเจาะลึก 25 บทเรียนความสำเร็จสำหรับเจ้าของธุรกิจ จากมรดกที่อภิมหาเศรษฐีแอนดรูว์ คาร์เนกี้มอบให้กับโลกใบนี้

บทเรียนที่ 1 เริ่มการเดินทางแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน

คาร์เนกี้เชื่อมั่นว่าความสำเร็จเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าท่านต้องการสิ่งใด ท่านต้องชัดเจนในเป้าหมาย ต้องลงรายละเอียด และสร้างแผนการสู่เป้าหมายนั้น

คาร์เนกี้เคยบอกว่า “ถ้าคุณต้องการมีความสุข ตั้งเป้าหมายที่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้ เป้าหมายที่ปลดปล่อยพลังงานที่ซ่อนอยู่ และเติมชีวิตให้กับความหวังของคุณ”

บทเรียนที่ 2 เปิดรับความล้มเหลว และเข้าใจว่ามันคือขั้นตอนที่จำเป็นสู่ความสำเร็จ

คาร์เนกี้รู้ดีว่า ขั้วตรงข้ามของความสำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว ความล้มเหลวคือบันไดขั้นสำคัญสู่ความสำเร็จ เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดและใช้มันเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองและเติบโต

เขาบอกว่า “อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด แค่อย่าทำพลาดซ้ำอีกครั้ง”

บทเรียนที่ 3 ทำงานให้หนัก

คาร์เนกี้เชื่อในคุณค่าของความขยันและการทำงานหนัก เขาเป็นคนทำงานหนัก เริ่มงานเร็ว เลิกงานช้า และต้องการเห็นคุณสมบัตินี้ในตัวทุกคนที่อยู่รอบตัว

เขาเคยพูดว่า “ไม่มีอะไรแทนที่การทำงานหนักได้ มนุษย์ค่าเฉลี่ยทั่วไปใส่พลังงานเพียง 25% เท่านั้นในงานที่เขาทำ แต่โลกจะปรบมือให้คนที่ทุ่มเทพลังงาน 50% ให้สิ่งที่เขาทำ และจะยืนขึ้นส่งเสียงเชียร์พร้อมโปรยความมั่งคั่งมหาศาลให้คนที่ทุ่มเทพลังงาน 100% ให้สิ่งที่เขาทำ”

บทเรียนที่ 4 เก็บคนมีพรสวรรค์ที่มีความฝันไว้รอบตัว

คาร์เนกี้เห็นความสำคัญของการมีทีมที่เก่งและมีความมุ่งมั่น ทีมที่มองเห็นเส้นชัยเดียวกัน เดินไปทิศทางเดียวกัน และมีเคมีตรงกัน

เขาบอกว่า Teamwork คือการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน Teamwork อนุญาตให้คนธรรมดาต่อสู้เพื่อความลับเหนือธรรมดาได้

บทเรียนที่ 5 ยอมรับความเสี่ยงที่คำนวนมาแล้ว

คาร์เนกี้เชื่อว่าถ้าอยากสำเร็จ ต้องยอมเสี่ยงบ้าง แต่ไม่ใช่เสี่ยงแบบหลับหูหลับตาเสี่ยง เขาสอนคนรอบตัวให้ทำการบ้าน วิเคราะห์ และวางแผนให้ดีก่อนตัดสินใจทำอะไรใหญ่ๆ

บทเรียนที่ 6 พัฒนาตัวเองเสมอ

คาร์เนกี้เป็นนักเรียนตลอดชีวิตและเป็นนักอ่านชั้นเลิศ เขาพัฒนาตัวเองและเรียนรู้ตลอดเวลา

เขาบอกว่า “การมีห้องสมุดในบ้านไม่ได้แปลว่าคุณฉลาด ถ้าอยากเป็นคนฉลาดต้องหมั่นอ่านและเติมหนังสือใหม่ๆเข้าห้องสมุดของตัวเอง”

บทเรียนที่ 7 มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์

คาร์เนกี้สอนคนรอบตัวเสมอเรื่องความยืดหยุ่น เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

เขาบอกว่า “คนที่ว่ายทวนกระแสน้ำย่อมรับรู้ถึงพลังที่แท้จริงของมัน และรู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไรในสถานการณ์ไหน”

บทเรียนที่ 8 มีทัศนคติเชิงบวก

ทัศนคติเชิงบวกสร้างความแตกต่างให้ชีวิตและจำเป็นต่อความสำเร็จ เมื่อท่านพบกับอุปสรรคหรือปัญหา มันสำคัญมากที่ต้องคงไว้ซึ่งทัศนคติเชิงบวกให้ได้ และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปได้

แอนดรูว์ คาร์เนกี้ให้ความสำคัญกับทางแก้ปัญหามากกว่าจมปลักอยู่กับปัญหา และใช้ชีวิตด้วยทัศนคติที่ทุกอย่างเป็นไปได้

บทเรียนที่ 9 ตั้งมาตรฐานให้สูง

หนึ่งในความลับของความสำเร็จของแอนดรูว์ คาร์เนกี้คือ ตั้งมาตรฐานให้สูงสำหรับตัวเองและงานที่ทำ นั่นแปลว่าทำทุกอย่างด้วยความเป็นเลิศและไม่ยอมพึงพอใจกับอะไรที่ต่ำกว่านั้น

คาร์เนกี้เชื่อว่า คนที่ตั้งมาตรฐานตัวเองสูงและยึดมั่นในมาตรฐานนั้นย่อมประสบความสำเร็จ

บทเรียนที่ 10 สร้างกลุ่ม Mastermind

กลุ่ม Mastermind สำคัญมากต่อความสำเร็จของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ เขาให้เครดิตความสำเร็จของเขากับกลุ่ม Mastermind หลายต่อหลายครั้ง

กลุ่ม Mastermind ที่ถูกต้องจะมอบคำตอบที่ท่านต้องการสู่ความสำเร็จ คนที่อธิบายหลักการ Mastermind ได้ดีที่สุดคือ นโปเลียน ฮิลล์ ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition

บทเรียนที่ 11 โฟกัสและขยับตัวให้ไว

ความสำเร็จต้องการพลังโฟกัสและความเร็ว เช่นเดียวกับความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของการทำงานและการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

แอนดรูว์ คาร์เนกี้เชื่อว่า คนที่สามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำและเดินหน้าด้วยความเร็ว มีโอกาสเห็นเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เป็นจริงมากกว่าคนอื่น

บทเรียนที่ 12 มี Mentor

การมี Mentor และการได้รับคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์คือ สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับทุกคนที่ต้องการความสำเร็จ

แอนดรูว์ คาร์เนกี้เป็นคนที่เชื่อมั่นในเรื่องของการมีครูอย่างมาก เขามี Mentor หลายคน และเป็น Mentor ให้คนหนุ่มสาวหลายร้อยคน

สำคัญคือ ท่านต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และเรียนรู้จากคนที่มีผลลัพธ์จริงๆ

บทเรียนที่ 13 มีความเพียรพยายามเล่นไม่เลิก

ในหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition นโปเลียน ฮิลล์เขียนไว้ชัดเจนว่า ความเพียรพยายามคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาพบได้ในผู้ประสบความสำเร็จทุกคน

แอนดรูว์ คาร์เนกี้เองก็มีคุณสมบัตข้อนี้และสอนนักเรียนของเขาทุกคนให้มีความเกียรพยายาม

เขาเชื่อว่า อุปสรรค ขวากหนาม ความท้าทาย และความล้มเหลวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาเชื่อว่าคนที่เพียรพยายามเล่นไม่เลิกแม้อยู่ต่อหน้าพญามารแห่งความล้มเหลวคือคนที่จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

บทเรียนที่ 14 พลังของความร่วมมือ

ไม่มีใครสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ความร่วมมือจากกลุ่ม Mastermind ที่ถูกต้อง มีกระแสพลังงานใกล้เคียงกัน และเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันคือสิ่งที่สำคัญมากต่อความสำเร็จ

ถ้าท่านไม่ได้รับความร่วมมือจากคนใกล้ตัว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะได้รับความร่วมมือจากลูกค้าในระยะยาว

บทเรียนที่ 15 ซื่อสัตย์และจริงใจ

ถ้าจะสร้าง Personal Branding ให้คนรู้จัก สร้างให้คนรู้จักว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์และจริงใจ

คาร์เนกี้เชื่อว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

บทเรียนที่ 16 สร้างสมดุลการทำงานและการใช้ชีวิต

จริงอยู่ที่การทำงานหนักและการโฟกัสสำคัญต่อเป้าหมาย แต่มันสำคัญไม่แพ้กันที่จะต้องรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพจิต

ทำงานต้องทำงานให้เต็มที่ พักผ่อนและใช้ชีวิตก็เช่นกัน ไม่มีคนควรสำเร็จด้วยการทำงานอย่างเดียวโดยไม่ใช้ชีวิต หรือใช้ชีวิตอย่างเดียวโดยไม่ทำงาน

บทเรียนที่ 17 ทำทาน ช่วยเหลือสังคม

ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

แอนดรูว์ คาร์เนกี้เชื่อมั่นในเรื่องการตอบแทนสังคมและการยิ่งให้ ยิ่งได้รับกลับคืนมาอย่างมาก

เขาเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีความรับผิดชอบที่จะใช้ทรัพยากรที่มีในมือสร้างอิทธิพลเชิงบวกให้กับโลกใบนี้

บทเรียนที่ 18 เชื่อมันในตัวเองและความสามารถที่จะสำเร็จ

ก้าวแรกบนถนนสู่ความสำเร็จเริ่มต้นด้วยการเชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถที่จะประสบความสำเร็จ

แอนดรูว์ คาร์เนกี้เชื่อว่าทัศนคติเชิงบวกที่เจ้าของธุรกิจมีต่อตัวเองสำคัญมาก เขากระตุ้นให้ทุกคนรอบตัวมั่นใจในตัวเองและไม่ต้องกลัวที่จะเสี่ยง

บทเรียนที่ 19 อ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมเรียนรู้จากผู้อื่น

มั่นใจในตัวเองสำคัญ แต่การอ่อนน้อมถ่อมตนก็สำคัญไม่แพ้กัน

คนประสบความสำเร็จคือคนที่เต็มใจและเปิดรับฟังคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ

บทเรียนที่ 20 เป็นนักสื่อสารที่ดี และเป็นนักฟังที่ดียิ่งกว่า

คาร์เนกี้เชื่อว่า การสื่อสารสำคัญต่อการสร้างพันธมิตร

การเป็นนักสื่อสารที่ดีช่วยให้ท่านได้รับความร่วมมือได้ง่าย ซึ่งความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ

บทเรียนที่ 21 ยึดมั่นในจุดยืนและหลักการของตัวเอง ต่อให้ต้องเผชิญหน้าอุปสรรคขวากหนามยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม

มันสำคัญมากที่ท่านต้องยึดมั่นในจุดยืนและหลักการของตัวเอง

View Details


ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ประเทศสก็อตแลนด์ มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ครอบครัวของเขามีฐานะยากจน ต้องหาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ แต่ถึงจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีอะไรเอื้อต่อความสำเร็จ

แอนดรูว์ฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง สำเร็จ และอำนาจในการทำบางอย่างเพื่อให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น

เขาฝันเช่นนี้ตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก และท่านกำลังจะได้ฟังเรื่องราวความสำเร็จของหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดที่โลกนี้เคยรู้จักมา แอนดรูว์ คาร์เนกี้

View Details


ขอสารภาพว่าผมตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมกำลังจะแบ่งปันกับท่านใน OHMPIANG School of Success Episode ที่ 6 นี้

ตลอดเวลาที่ผมทำหนังสือ Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition ผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับนโปเลียน ฮิลล์ให้เยอะที่สุด จะได้มาแบ่งปันกับผู้อ่านทุกท่าน

ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีโอกาสรู้จักกับเจ้าของผลงานมากขึ้น เราจะอินและได้เรียนรู้กับหนังสือของเขามากขึ้น มันจะมีประโยชน์กับทุกคน

มันเป็นแค่ไอเดียที่ผุดขึ้นมาเป็นระยะตลอดเวลาที่แปล เพราะผมอินกับหนังสือเล่มนี้มาก

หลังจากที่หนังสือส่งถึงมือทุกคนที่จองพรีออเดอร์ไม่นาน ไม่ว่าจะด้วยกฎของแรงดึงดูด ธาตุต้นกำเนิด หรือพลังจิตใต้สำนึกที่รับเอาความคิดของผมเข้าไป เข้ารหัสเป็นภาษาของจิตวิญญาณที่ธาตุต้นกำเนิด และปัญญาอันไร้ขอบเขตเข้าใจ

จู่ๆผมก็ได้รับคลิปเสียงหายากของนโปเลียน ฮิลล์ เป็นคลิปเสียงสั้นๆที่พูดถึง

“3 ขั้นตอนง่ายๆสู่เคล็ดลับขั้นสุดยอดของความสำเร็จ”

สิ่งที่ท่านจะได้ฟังใน Episode นี้

  • 3 ขั้นตอนสู่เคล็ดลับขั้นสุดยอดของความสำเร็จ
  • เทคนิคการใช้จิตใต้สำนึกแบบ 7-11
  • คำอวยพรจากนโปเลียน ฮิลล์ (ฟังแล้วขนลุก)

View Details


ใน Podcast สั้นๆตอนนี้ ผมมีเรื่องเล่าโบราณจะเล่าให้ฟัง

เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ขี่อูฐข้ามผ่านทะเลทรายยามค่ำคืน ภายใต้หมู่ดาวนับไม่ถ้วน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์อย่างเราได้เป็นอย่างดี

ผมได้ฟังเรื่องเล่านี้จากบันทึกรายการวิทยุย้อนหลังของ Earl Nightingale ที่เขาจัดเมื่อ 50 ปีก่อน

ใน Episode นี้ท่านจะได้เรียนรู้

  • เรื่องเล่าโบราณที่สะท้อนถึงโอกาสที่สูญไป
  • สิ่งที่คน Top 5% ทำถูกต้องเรื่องเงิน
  • ความจริงที่ท่านควรรู้ตั้งแต่ตอนนี้เพื่อการเกษียณ
  • วิธีเช็คว่าตอนนี้ท่านอยู่ในกลุ่ม 5% หรือ 95%

View Details


ทำไมมหาเศรษฐีจำนวนหลายร้อย หลายพัน คนทั่วโลก ถึงให้เครดิตหนังสือเล่มนี้

รวมไปถึง 10 บทเรียนเปลี่ยนชีวิตที่ผมได้รับจากการแปล Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition

ความลับของหนังสือเล่มนี้คืออะไร ทำไมจากในบรรดาหนังสือแนว Self-help แนวพัฒนาตัวเองนับพัน นับหมื่นเล่ม ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ต้นปี 1900 หนังสือเล่มนี้ถึงยึนหนึ่งในด้านการสร้างเศรษฐีและได้รับเครดิตจากมหาเศรษฐีและคนประสบความสำเร็จแบบที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกได้รับ

เพื่อที่ท่านจะได้รับคำตอบและเข้าใจผลลัพธ์ข้อนี้ ผมคิดว่ามันจะเหมาะสมกว่า ถ้าท่านจะรู้จักนโปเลียน ฮิลล์ ผู้เขียนครับ

สิ่งที่ท่านจะได้รับจาก Podcast ตอนนี้

  • เหตุผลเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ระดับตำนานของหนังสือ Think and Grow Rich
  • เคล็ดลับทั้ง 2 ของนโปเลียน ฮิลล์
  • 10 บทเรียนเปลี่ยนชีวิตที่ผมได้รับจากการแปล Think and Grow Rich #OHMPIANG Edition

บทความที่ถูกพูดถึงใน Podcastการลงทุนใน “ความมู” ที่คุ้มค่าที่สุดในรอบ 5 ปี

Podcast ที่ถูกพูดถึงใน Episode นี้23 เหตุผลที่การฝึกใช้พลังจิตใต้สำนึกจะเปลี่ยนโชคชะตาของคุณในปี 2023

5 ขั้นตอนฝึกพลังจิตใต้สำนึกเพื่อสิ่งที่ต้องการแบบง่ายๆ ใครๆก็ทำได้

หนังสือที่ถูกพูดถึงใน Episode นี้อ่านตัวอย่างและฟังตัวอย่างหนังสือเสียงได้ที่ >> https://ohmpiang.com/think-and-grow-rich/

View Details

หลายปีก่อนผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด ผู้มีญาณ และซินแสหลายต่อหลายท่านทั้งที่เป็นคนไทยและไม่ใช่คนไทย แม้ว่าจะใช้วิชาต่างกัน มีความเชื่อต่างกันและเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างกัน ทุกคนพูดเหมือนกันว่า

“โลกเข้าสู่ยุคแห่งจิตแล้ว และหลังจากนี้คนจำนวนมากจะเริ่มหันมาพึ่งพาเรื่องเหนือธรรมชาติและพลังงานที่มองไม่เห็นมากขึ้น”

สังเกตได้ง่ายๆเลย ปีที่แล้วเป็นปีแห่ง “ความมู” อย่างแท้จริง และไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง

หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2022 หลายคนอาจมองย้อนกลับไปแล้วพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลายอย่างไม่สามารถอธิบายด้วยหลักการของเหตุและผล เรียกว่าปาฏิหาริย์อาจจะไม่เป็นการเกินเลย มันเหมือนบางอย่างในชีวิตได้รับการปลดล็อค สิ่งที่เคยทำไม่ได้กลับทำได้ สิ่งที่เคยไม่ได้ผลกลับได้ผล ความพยายามที่ต่อสู้มานานเริ่มผลิบาน

ผมเองเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของพลังงาน เชื่อในเรื่องของการฝึกจิตและฝึกสมาธิ แต่ก่อนที่เราจะให้เครดิตพลังงานเหนือโลกที่อธิบายได้ยาก มันมีพลังงานหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ยอมรับและไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มฝึกได้ทันที ซึ่งผมเชื่อว่าพลังงานนี้อยู่เบื้องหลังปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นหลายๆอย่างของหลายๆคนในปีที่ผ่าน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามพวกเขาเรียนรู้วิธีใช้ “พลังจิตใต้สำนึก” ของพวกเขา และปีนี้จะเป็นที่คนจำนวนมากเริ่มรู้แล้วว่า จิตใต้สำนึกมีพลังมากแค่ไหน

ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาหลังจากนี้ คุณต้องเรียนรู้ วิธีใช้พลังจิตใต้สำนึก ให้ถูกต้อง บทความนี้ผมจะบอกเหตุผลทั้ง 23 ข้อว่าทำไมการฝึกใช้พลังจิตใต้สำนึกถึงสำคัญ และทำไมพลังนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและนำพาความสำเร็จที่คุณต้องการมาให้ในปี 2023

  1. ช่วยปลดล็อคศักยภาพของคุณในเชิงสร้างสรรค์การเรียนรู้วิธีใช้และควบคุมพลังจิตใต้สำนึกที่คุณมีอยู่ในตัว ช่วยให้คุณปลดล็อคคลังของไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมี เมื่อคุณฝึกใช้พลังจิตใต้สำนึกคุณจะพบว่าไอเดียดีๆหรือทางออกของปัญหาที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนจะมาแบบง่ายขึ้น

  2. ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อคุณเริ่มฝึกฝนการใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะค่อยๆสังเกตว่าตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น หลายๆอย่างที่คุณเคยกลัวจะกลายเป็นเรื่องเล็ก และคุณจะข้ามผ่านอุปสรรคที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะผ่านได้แบบง่ายๆ

  3. ช่วยคลายความเครียดด้วยการใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะสามารถควบคุมความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ นั่นแปลว่าเมื่อใดก็ตามที่เจอปัญหา อุปสรรค หรือมีอะไรมากระทบใจ คุณจะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมัน เพราะคุณควบคุมความคิดของตัวเองได้แล้ว

  4. ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นการเรียนรู้การใช้พลังจิตใต้สำนึกช่วยให้คุณมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนรอบตัวได้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณมากที่สุด คุณจะสามารถเข้าใจผู้คนได้ในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นและ Connect กับพวกเขาเหล่านั้นได้อย่างมีความหมายมากกว่าแต่ก่อน

  5. เพิ่ม Productivityเมื่อคุณเริ่มใช้พลังจิตใต้สำนึกได้ คุณจะสามารถโฟกัสงานที่อยู่ตรงหน้าได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นแปลว่าคุณจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และมีผลลัพธ์มากขึ้น

  6. ปลดล็อคญาณหยั่งรู้การเข้าใจพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตใต้สำนึกช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องพลังงานมากขึ้น เมื่อกระแสความขัดแย้งและสงสัยเบาบางลงคุณจะเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเองและสภาพแวดล้อมมากขึ้น ตรงนี้คือเงื่อนไขแรกของการใช้ลางสังหรณ์หรือญาณหยั่งรู้

  7. ลับคมประสาทสัมผัส (Sense)เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้ Sense ของคุณไม่เฉียบคมคือ ความขัดแย้งและความสงสัยที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักการของเหตุและผลมากเกินไป การศึกษาพลังจิตใต้สำนึกช่วยให้ความสงสัยตรงนี้เจือจางลงและ Sense ของคุณจะทำงานได้คมชัดมากขึ้น ผลลัพธ์คือ คุณจะสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและมั่นใจขึ้น

  8. เพิ่มพลังความจำจิตใต้สำนึกของคุณช่วยให้คุณจดจำข้อมูลต่างๆได้ดีขึ้น ด้วยพลังของจิตใต้สำนึกคุณจะสามารถบันทึกและเรียกใช้งานข้อมูลต่างๆได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

  9. พัฒนาตัวเอง 10xด้วยการใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้และเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่ดีขึ้น ยิ่งคุณใช้พลังจิตใต้สำนึกได้เร็ว คุณยิ่งเติบโตได้เร็ว

  10. บรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เมื่อคุณเข้าใจวิธีใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะสามารถสร้างแผนการลงมือทำและกลยุทธ์สู่เป้าหมายที่คุณตั้งเอาไว้

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใด จากนั้นให้จิตใต้สำนึกทำทุกอย่างที่เหลือเอง

  1. ค้นพบความสมดุลในชีวิตหน้าที่ของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่คือการสร้างสมดุล ธาตุต้นกำเนิดที่มีอยู่ทุกที่และเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้มีหน้าที่รักษาสมดุล จิตใต้สำนึกของคุณคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติและเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับธาตุต้นกำเนิดนี้

การที่คุณเข้าใจวิธีใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณเข้าใจหลักการของการสร้างสมดุล และคุณจะมีสมดุลมากขึ้นในทุกด้านของชีวิต ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ความคิด สุขภาพ และจิตวิญญาณ

  1. มีสติรู้ตัวเองด้วยการฝึกฝนการใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะมีความรับรู้ เข้าใจ และควบคุมตัวเองมากขึ้น คุณจะรู้ความคิด การกระทำ และวิธีในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น

  2. พัฒนาการตัดสินใจเมื่อคุณใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณจะตัดสินใจได้รวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น นั่นเพราะคุณรับรู้ได้ว่าการตัดสินใจไหนส่งผลอย่างไรต่อคุณบ้าง

ใน หนังสือ Think and Grow Rich บอกไว้ชัดเจนว่า การตัดสินใจเป็นหนึ่งในหลักการของความสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จมีฐานะร่ำรวยเป็นคนตัดสินใจเร็ว ตัดสินใจเด็ดขาด และพร้อมจะไปสุดทางกับการตัดสินใจนั้น กลับกันคนที่ล้มเหลวและชีวิตไปไม่ถึงไหนเสียทีใช้เวลานานกว่าจะตัดสินใจ ลังเล โลเล แถมเมื่อตัดสินใจแล้วก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจนั้นอย่างรวดเร็ว

  1. ก้าวข้ามความกลัวและความกังวลศัตรูอันดับหนึ่งของความก้าวหน้าและความสำเร็จล้วนมีสาเหตุจากความกลัวและความกังวล เมื่อคุณเรียนรุ้ที่จะใช้พลังของจิตใต้สำนึก คุณจะมีพลังในการเผชิญหน้ากับความกลัวและความกังวลได้อย่างมั่นใจ แทนที่จะตกเป็นเหยื่อของพวกมันแบบที่แล้วๆมา

  2. มีสุขภาพดีขึ้นด้วยพลังจิตใต้สำนึก คุณจะสามารถสร้างอุปนิสัยใหม่ๆที่ดีต่อสุขภาพของตัวเองได้ง่ายขึ้น นั่นรวมไปถึงการบอกลาอุปนิสัยบั่นทอนเก่าๆที่คุณมีด้วย

  3. ปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงคุณมีศักยภาพที่รอเวลาที่คุณจะอนุญาตให้ศักยภาพนั้นออกมาเฉิดฉายและได้รับการเติมเต็มอยู่

ด้วยการศึกษาและทำความเข้าใจพลังที่แท้จริงของจิตใต้สำนึก คุณจะสามารถปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ออกมาได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงคุณจะเดินหน้าสู่ความสำเร็จที่คุณต้องการด้วยความมั่นใจ เพราะคุณรู้ว่าตัวเองมีเครื่องมือและความรู้ที่เพียงพอต่อความสำเร็จนั้น

  1. มีความสุขมากขึ้นและง่ายขึ้นสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เมื่อคุณใช้พลังจิตใต้สำนึกคุณจะรู้สึกมีความสุขมากขึ้นและง่ายขึ้น คุณจะพบว่าเงื่อนไขในการมีความสุขลดลง และเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นสามารถนำพาความสุขมาสู่ชีวิตได้มากขึ้น

  2. ขยายมุมมองและวิสัยทัศน์คุณไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้หากยืนอยู่ที่ตีนเขา การฝึกฝนใช้พลังจิตใต้สำนึกเหมือนการค่อยๆพาตัวเองขึ้นสู่ยอดเขา ที่ๆคุณจะได้มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามและมีมุมมองที่ชัดเจนกว้างขวางขึ้น

พลังจิตใต้สำนึกจะช่วยให้คุณมองโลกและชีวิตในมุมมองที่ต่างออกไปจากเดิม

  1. Connect กับทุกอย่างรอบตัวบ่อยครั้งที่เมื่ออะไรหลายๆอย่างมันถาโถมเข้ามา คุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ส่งเสียงไปก็ไม่มีใครได้ยิน ความช่วยเหลือก็เหมือนจะไม่มา นั่นเพราะคุณมีพลังงานลบอยู่รอบตัวที่คอยขัดขวางไม่ให้สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต การใช้พลังจิตใต้สำนึกจะช่วยให้คุณกลับมา Connect กับทุกอย่างรอบตัวได้อีกครั้ง นั่นรวมไปถึงความช่วยเหลือที่ถูกส่งมาเสมอ แค่ที่ผ่านมาคุณรับมันเอาไว้ไม่ได้

  2. ยกระดับจิตวิญญาณเมื่อคุณเริ่มใช้พลังจิตใต้สำนึกเป็น คุณจะเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณได้ลึกซึ้งมากขึ้น หลายเรื่องที่เกิดขึ้นคุณจะได้รับคำตอบด้วยตัวเอง เป็นคำตอบที่เมื่อได้รับแล้วจบ สามารถ Move on ไปเรื่องอื่นได้โดยไม่กลับมาคิดถึงมันอีก

  3. ดึงดูดคู่ชีวิตหลายต่อหลายครั้งที่มีการบันทึกว่า พลังจิตใต้สำนึกสามารถดึงดูดหรือเสกเนื้อคู่ที่ใช่ให้คุณได้ คุณแค่ต้องอธิษฐานให้เป็น และรอดูคู่ชีวิตที่ตามหามานานปรากฎตัวตรงหน้า

  4. เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายพลังจิตใต้สำนึกจะช่วยให้คุณเรียนรู้ทักษะและความสามารถใหม่ๆได้รวดเร็วและง่ายดายมากขึ้นจนคุณประหลาดใจ

  5. พบกับความสงบจากภายในเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง คุณจะพบว่า ความสงบในเวลาที่ต้องการอาจเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ และคำตอบอยู่ในพลังของจิตใต้สำนึก

ขั้นตอนแนะนำสำหรับมือใหม่หัดใช้พลังจิตใต้สำนึกถ้าคุณยังใหม่และต้องการขั้นตอนเรียบง่ายสำหรับฝึกฝนการใช้พลังจิตใต้สำนึก คุณสามารถทำตามขั้นตอนทั้ง 5 ข้อนี้ได้ทันที

  1. ยอมรับไอเดียที่ว่า จิตใต้สำนึก มีอยู่จริง2. คุยกับตัวเองให้จบว่า ต้องการอะไร3. Affirmation4. ขอบคุณทุกสิ่งที่เกิดขึ้น5. ปล่อยให้จิตใต้สำนึกทำงาน อย่าไปขัดขวางอ่านรายละเอียดทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ได้ใน บทความ “5 ขั้นตอนฝึกพลังจิตใต้สำนึกเพื่อสิ่งที่ต้องการแบบง่ายๆ ใครๆก็ทำได้”

หนังสือแนะนำมีหนังสือ 3 เล่มที่ผมอยากแนะนำให้เริ่มต้นอ่าน สำหรับใครก็ตามที่ต้องการปลดล็อคความสำเร็จและใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของจิตใต้สำนึก

เล่มแรก หนังสือ The Power of Your Subconscious Mind มีแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อย เวอร์ชั่นปกแข็ง ควรค่าแก่การสะสม ถูกแปลเป็นไทยโดยใช้ภาษาอ่านง่าย ทันสมัย ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกรอบ

อ่านตัวอย่างและรีวิวหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind ได้ที่ >> https://ohmpiang.com/the-power-of-your-subconscious-mind/

หรือสั่งซื้อผ่าน Line Shop ได้ที่ >> https://shop.line.me/@ohmpiang/product/1000344313

(หมายเหตุ – มีในรูปแบบหนังสือเสียง ฟังผ่านแอพ OHMPIANG ได้ทุกที่ ไม่มีหมดอายุ)

เล่มที่สอง As a man thinketh และ นอร่าที่รัก (หนังสือชุด)อ่านตัวอย่างและรีวิวชุดหนังสือ นอร่าที่รัก ได้ที่ >> https://ohmpiang.com/dear-nora/

หรือสั่งซื้อผ่าน Line Shop ได้ที่ >> https://shop.line.me/@ohmpiang/product/1000344291

(หมายเหตุ – มีในรูปแบบหนังสือเสียง ฟังผ่านแอพ OHMPIANG ได้ทุกที่ ไม่มีหมดอายุ)

เล่มที่สาม Think and Grow Rich (กำลังอยู่ในช่วงพรีออเดอร์)อ่านตัวอย่างและรีวิวชุดหนังสือ นอร่าที่รัก ได้ที่ >> https://ohmpiang.com/think-and-grow-rich/

หรือสั่งซื้อผ่าน Line Shop ได้ที่ >> https://shop.line.me/@ohmpiang/product/1003524652

(หมายเหตุ – มีในรูปแบบหนังสือเสียง ฟังผ่านแอพ OHMPIANG ได้ทุกที่ ไม่มีหมดอายุ)

The post 23 เหตุผลที่การฝึกใช้พลังจิตใต้สำนึกจะเปลี่ยนโชคชะตาของคุณในปี 2023 appeared first on OHMPIANG.

View Details

เมื่อไม่นานมานี้ Bill Gates เดินทางไปกล่าวปราศรัยที่โรงเรียนมัธยมปลาย Mount Whitney High School หัวข้อที่เขาพูดในวันนั้นคือ 11 สิ่งที่พวกเด็กๆจะไม่มีวันได้เรียนรู้จากในโรงเรียน เขาบอกว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยทฤษฎีและบทเรียนสารพัด ไม่ได้มีขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กเผชิญกับโลกความจริงแม้แต่น้อย เด็กที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการจะอยู่ในกรอบที่ถูกวางเอาไว้ ซึ่งห่างไกลจากความจริงที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง ไม่มีบทเรียนไหนสอนให้เด็กยุคนี้เอาตัวรอดได้ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เรายึดติดกับเรื่องเดิมๆในขณะที่โลกต้องการความยืดหยุ่น ต่อไปนี้คือสรุปกฎทั้ง 11 ข้อที่ Bill Gates ทิ้งท้ายเอาไว้ให้เด็กๆในวันนั้น ข้อที่ 1 – ชีวิตมันไม่ยุติธรรมหรอก ยอมรับความจริงข้อนี้ซะ! ข้อที่ 2 – โลกนี้ไม่สนหรอกว่าคุณจะมองตัวเองแบบไหนหรือคิดว่าตัวเองดีเลิศเลอขนาดไหน โลกใบนี้คุยกันด้วยผลลัพธ์ ก่อนที่คุณจะคาดหวังให้คนอื่นเห็นคุณค่าหรือความสำคัญของคุณเหมือนที่คุณเข้าใจ อย่างน้อยก็สร้างผลลัพธ์บางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเองให้โลกได้เห็นเสียก่อน ข้อที่ 3 – ไม่เลย คุณจะไม่ได้เงินเดือนๆละ 100,000 บาททันทีที่เรียนจบ คุณทำอะไรได้ถึงควรได้รับเงินเท่านั้น และคุณจะไม่มีวันได้เป็นรองประธานที่มีรถประจำตำแหน่งจนกว่าคุณจะคู่ควรกับมัน ข้อที่ 4 – ถ้าคุณคิดว่าครูของคุณเฮงซวย รอวันที่คุณมีเจ้านายก่อน ข้อที่ 5 – เปิดท้ายขายของ ไลฟ์ขายออนไลน์ […]

The post 11 กฎการใช้ชีวิตของบิล เกตส์ appeared first on OHMPIANG.

View Details

ในยุคที่ Social Medial ทุกช่องทางเต็มไปด้วยคนสำเร็จ คนเก่ง คนเจ๋งๆ เหล่าเทพ และเหล่ากูรูมากมาย ลีมีวิธีเอาตัวรอดไม่ให้จิตตก เครียด เหนื่อย และเผลอด้อยค่าตัวเองเพราะไปเปรียบเทียบกับคนเหล่านั้นมาแบ่งปันให้ทุกท่านค่ะ ขอเกริ่นก่อนว่าลีเคยตกอยู่ในวังวนนี้มา 7 เดือนเต็ม แบบหาทางออกไม่ได้เลย เข้า Social เมื่อไหร่ สุดท้ายก็กลับมาตั้งคำถามใส่ตัวเองไม่จบไม่สิ้น เค้าทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ เค้ารู้ ทำไมเราไม่รู้ เค้ามี ทำไมเราไม่มี มีแต่คำว่า ทำไม ทำไม แล้ววนมาจบที่การกล่าวโทษตัวเองว่า “เพราะเรามันยังไม่ได้เรื่อง” ยิ่งเจอประโยคคลาสสิคเหล่านี้ ยิ่งเหมือนถูกกระทืบซ้ำหลายๆที “สิ่งที่ต้องมีก่อนอายุ…” “อยู่ใกล้คนสำเร็จ แล้วคุณจะสำเร็จ” นี่มันราวกับว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกยุคนี้นั้น ต้องมีนามสกุล “ความสำเร็จ” เท่านั้นจึงจะอยู่รอด ใครไม่มีถือว่าเห้มาก ดักดาน ไม่ได้เรื่อง ห่วยแตก ไม่เอาไหน ไปไม่ถึงไหน ขี้เกียจ และล้าหลังเกินไป ลีเชื่อเหลือเกินว่าหลายท่านที่กำลังอ่านคงกำลังถอนหายใจ และบ่นเบาๆกับตัวเองว่า “ฉันก็เป็น” ไม่ต้องกังวลอีกแล้วค่ะ เพราะลีได้ค้นพบวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์เหล่านี้ หลังจากได้ไปปฎิบัติธรรม ณ […]

The post 7 วิธีเอาตัวรอด จากความสำเร็จ (ของชาวบ้าน) appeared first on OHMPIANG.

View Details

ใจของมนุษย์เราก็เหมือนกับร่มชูชีพ มันจะไม่ทำงานถ้ามันไม่เปิด OHMPIANG เคยมีคำถามเหล่านี้ไหมครับ? ทำไมคนๆหนึ่งถึงซึมเศร้า ในขณะที่อีกคนหนึ่งมีความสุข? ทำไมคนๆหนึ่งถึงมั่งคั่ง เต็มไปด้วยสิ่งดีๆ ในขณะที่อีกคนหนึ่งยากจน เต็มไปด้วยความผิดหวัง? ทำไมคนๆหนึ่งถึงจิตตก ตื่นกลัว และกังวลไปเสียทุกเรื่อง ในขณะที่อีกคนหนึ่งเต็มไปด้วยศรัทธาและความมั่นใจ? ทำไมคนๆหนึ่งถึงมีบ้านสวยงาม หรูหรา ในขณะที่อีกคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นในชุมชนแออัด? ทำไมคนๆหนึ่งถึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ในขณะที่อีกคนหนึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า? ทำไมนักพูดคนหนึ่งถึงโดดเด่น มีคนติดตามมากมาย ในขณะที่อีกคนหนึ่งธรรมดา และไม่มีคนรู้จัก? ทำไมคนๆหนึ่งถึงถูกเรียกว่าอัจฉริยะในสายงานที่เขาทำ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ในขณะที่อีกคนหนึ่งทั้งปากกัดตีนถีบมาตลอด แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน? ทำไมคนๆหนึ่งสามารถหายจากโรคร้ายที่ไม่ว่าใครก็บอกว่าไม่มีทางรักษา ในขณะที่อีกคนหนึ่งไม่สามารถหายจากโรคเดียวกันนี้ได้? ทำไมคนหลายคนที่เป็นคนดี มีศรัทธาแรงกล้าในศาสนาและความเชื่อของตัวเอง ถึงต้องทนทุกข์ทรมานกับคำสาปทางกายและทางใจที่ทำให้เขาไม่มีความสุข ในขณะที่คนที่ทำตัวเหลวแหลก ไร้ศาสนา ถึงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ความมั่งคั่ง และสุขภาพที่ดี? ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งถึงมีชีวิตแต่งงานที่เพียบพร้อมและการเติมเต็ม ในขณะที่น้องสาวของเธอกลับมีชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และความหงุดหงิด? มันมีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคำตอบนั้นอยู่ใน การทำงานของจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จิตสำนึก Vs จิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกเป็นเหมือนกับคลังความจำขนาดใหญ่ที่คอยเก็บทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับคุณเอาไว้ เป็นคลังที่ไร้ขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด พูดง่ายๆคือ ความจริงแล้วคุณสามารถจำทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของคุณได้ หรือจะให้พูดให้ถูกต้องคือ ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับดวงจิตดวงนี้ของคุณได้ ที่สำคัญจิตใต้สำนึกเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างจิตของคุณกับจิตของทุกสรรพสิ่ง ส่วนจิตสำนึกเป็นเหมือนกัปตันที่คอยควบคุมทิศทางของเรือ […]

The post 5 ขั้นตอนฝึกพลังจิตใต้สำนึกเพื่อสิ่งที่ต้องการแบบง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ appeared first on OHMPIANG.

View Details

หนังสือ The Richest Man in Babylon ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ George Clason เขียนตำรารักษาโรคกระเป๋าเงินแฟ่บเล่มนี้ขึ้นเพื่อให้คนอ่านเกิดความเข้าใจด้านการเงิน เขาต้องการนำเสนอมุมมองใหม่ๆให้กับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเงิน เพื่อช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นทำเงินได้ง่ายขึ้น ไม่ทำเงินหล่นหายโดยไม่จำเป็น และช่วยให้เงินที่เก็บเอาไว้งอกเงยมากยิ่งขึ้น ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนพาเราย้อนเวลากลับไปยังสมัยของนครบาบิลอน นครที่ว่ากันว่าร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ สถานที่ต้นกำเนิดของหลักการพื้นฐานทางการเงินที่โลกปัจจุบันยอมรับและกำลังใช้อยู่ นครบาบิลอนกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในโลกอารยธรรมโบราณ เพราะชาวบาบิโลเนียนเป็นกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในยุคนั้น พวกเขาเห็นคุณค่าของเงินอย่างมาก พวกเขาฝึกฝนหลักการทางการเงินจนเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นหลักในการหาเงิน หลักในการเก็บเงิน และหลักในการเอาเงินต่อเงิน และจะมีใครสอนเรื่องนี้ได้ดีไปกว่า มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในบาบิลอน นามว่า อาร์คัต อาร์คัตเป็นลูกชายของพ่อค้าธรรมดาๆ เขาเกิดในตระกูลใหญ่ก็จริง แต่โอกาสในการรับสืบทอดมรดกหรือกิจการเป็นศูนย์ แต่ด้วยกฎการทำเงิน 5 ข้อที่เขาได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์และประสบการณ์ตรง ทำให้เขากลายเป็นบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งมหานครบาบิลอน ชนิดที่ว่าก่อนมีอาร์คัตไม่มีใครร่ำรวยเท่านี้ หลังสิ้นอาร์คัตก็หาคนรวยเท่าเขาได้ยาก และต่อไปนี้คือ กฎการทำเงินทั้ง 5 ของอาร์คัต กฎข้อที่หนึ่ง เงินยินดีที่จะวิ่งเข้ากระเป๋าเงินของใครก็ตามที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 1 ส่วนจาก 10 ส่วนของสิ่งที่เขาหามาได้เพื่อลงทุนสำหรับอนาคตของตัวเองและครอบครัวของเขาด้วยความยินดีและจะวิ่งเข้าหาด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครก็ตามที่เก็บออมรายได้ 1 ส่วนจาก 10 ส่วนที่เขาหามาได้อย่างสม่ำเสมอ และลงทุนอย่างชาญฉลาดจะสามารถสร้างช่องทางรายได้ให้กับตัวเองในอนาคต ซึ่งช่องทางนี้จะรับประกันความมั่นคงให้แก่ครอบครัวของเขาเผื่อในกรณีที่พระเจ้าเรียกเขาไปอีกโลกหนึ่งก่อนเวลาอันสมควร กฎข้อนี้บอกไว้ชัดเจนว่าเงินยินดีที่จะวิ่งเข้าหาคนประเภทนี้ […]

The post กฎการทำเงิน 5 ประการจากมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิลอน appeared first on OHMPIANG.

View Details

เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมยังทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายตกอับที่พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อใบสั่งซื้อใบแรก ผมได้รับคำแนะนำให้อ่านหนังสือการขายเล่มหนึ่งในงานสัมมนาที่ผมไปเป็นล่ามแปลภาษาให้ มันเป็นหนังสือสอนการขายโบราณที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบๆ 100 ปีที่แล้ว ผู้เขียนชื่อ Elmer Wheeler ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร แต่พอลอง Google ดูก็พบว่า เอลเมอร์ วีลเลอร์ เป็นนักขายระดับตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา ผู้บุกเบิกวิชาการโน้มน้าวใจลูกค้าด้วยการใช้พลังของคำพูด เป็นครูสอนการขาย และเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม เส้นทางการขายของเขาเริ่มต้นตอนที่เขาทำงานในสำนักงานหนังสือพิมพ์เล็กๆ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้แก่นของวิชาอันยิ่งใหญ่ทางการขายนั่นคือประโยคที่บอกว่า “อย่าขายชิ้นเนื้อ จงขายเสียงย่างเนื้อ” การขายด้วยเสียงย่างเนื้อของเขากลายเป็นหลักการขายที่อยู่เหนือกาลเวลา ที่สำคัญการขายสไตล์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่สามารถใช้ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความสุข การตลาด การเขียน Copywriting และ Personal Branding ด้วย ตลอดชีวิตของเอลเมอร์ วีลเลอร์ เขาทดสอบสคริปต์ทางการขายกว่า 105,000 สคริปต์ เป็นสคริปต์ที่ใช้เปิดการขายและปิดการขายสินค้ากว่า 5,000 ชนิดในตลาดที่แตกต่างกัน คำสอนที่ทำให้ Elmer Wheeler โด่งดังเรียกว่า 5 เทคนิคลับนักขายนอกตำรา หรือ The Five Wheeler Points สำหรับผมมันคือกฎการขายดี 5 […]

The post กฎการขายดี 5 ประการ เพื่อยอดขายอลังการตลอดไป appeared first on OHMPIANG.

View Details

ผมยังจำเช้าวันที่ผมตื่นมาแล้วทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินแค่ 3,500 บาทได้… วันที่ต้องขุดหาสมุดบัญชีทุกเล่มที่มี แล้วรีบไปอัพบุ๊คด้วยความหวังที่ว่าอาจมีเงินเหลืออยู่ในบางบัญชีที่หลงลืมไป มันไม่ใช่อะไรที่ลืมกันได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะเหลือแค่นั้นแล้ว ผมยังเป็นหนี้บัตรเครดิตทุกใบที่มีด้วย จริงอยู่ที่ผมสามารถปลอบตัวเองว่า “หาใหม่ได้เงินน่ะ ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นมันไป” แต่สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาคือคำถามที่ว่า… “เราพลาดขนาดนี้ได้อย่างไร?” แม้จะยังไม่ได้คำตอบทันที แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมพยายามค้นหาคำตอบมาตลอด เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแบบเดิมอีก เพราะเชื่อผมเถอะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย จนถึงตอนนี้… วันที่หลายๆอย่างดีขึ้น วันที่ผมโชคดีเริ่มมีปัญญาสามารถตกผลึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น ผมเลยอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ รวมไปถึง “คำตอบ” ที่ช่วยทำให้ผมไม่กลับไปพลาดซ้ำอีกครั้ง ผมเรียกความผิดพลาดในครั้งนั้นว่าเป็น “บาป” และสรุปออกมาได้ 5 ข้อ ===== บาปประการแรก… ทำอะไรสำเร็จหน่อยนึง แล้วคิดว่าจะทำอะไรก็สำเร็จ ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ เพราะทำนู่นก็สำเร็จ ทำนี่ก็ได้เงิน แต่หารู้ไม่ว่าความคิดเด็กๆแบบนั้น ทำให้ผมเดินเข้าไปติดกับดักของความสำเร็จโดยไม่รู้ตัว กับดักที่ทำให้เหลิง ผยอง และมีอีโก้ ไม่มีใครเก่งได้ทุกอย่าง ถ้าเก่งอะไรจงโฟกัสเรื่องนั้น เหนือฟ้ายังมีฟ้า และคนที่คิดว่าตัวเองเก่งมันทุกอย่างคือ คนที่ไม่เก่งอะไรเลย บาปประการที่สอง… หวังรวยกับสิ่งที่ไม่ถนัด แค่เพราะมันดูดีกว่าสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว แสงสีเสียงในการทำเงินเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เพราะมันจะดูน่าทำไปเสียทุกอย่างโดยเฉพาะวันที่เรามีเงิน ซ้ำร้ายมันจะมาในรูปแบบลวงตาที่จะทำให้เราเชื่อว่า มันไม่ยากหรอก อย่างเราน่าจะทำได้ ความผิดของผมตอนนั้นคือ […]

The post บาป 5 ประการบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ appeared first on OHMPIANG.

View Details

อย่างที่รู้กันว่าลีเป็น 1 ในสายมูตัวแม่ ที่ไม่ใช่แค่หามาวางไว้ที่บ้าน ตามไปไหว้ หรือภาวนาไปวันๆ เพราะเครดิตหลักๆ สำหรับลียังคงเป็นการลงมือทำด้วยตัวเอง อ้าว! แล้วแบบนี้คนเก่ง ก็ไม่จำเป็นต้องมูแล้วสิ ถูกมั้ย? ถ้าให้ตอบแบบลี ยังไม่ใช่ซะทั้งหมดค่ะ หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องของพลังงาน ความเร้นลับที่ถูกสั่งสม ตกทอดต่อๆกันมา คุณจะเข้าใจว่าทำไม สายมูทั้งหลายถึงกล้าใช้คำว่า “ศรัทธา” มากกว่าคำว่า “งมงาย” ลีขอแยกให้เข้าใจง่าย แบบสั้นกระชับ “ความศรัทธา” คือ พลังความเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ชีวิตเจอหนทาง พบโอกาส และแคล้วคลาดจากปัญหาหนักๆ ได้อย่างหวุดหวิด “ความงมงาย” คือ การฝากทั้งชีวิตไว้ ให้เป็นภาระของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ค่ะ คิดว่าอยู่เฉยๆ ต้องได้ดี นอนกระดิกเท้าก็มีโชค ไม่ต้องทำอะไรเยอะ เงินก็เข้ากระเป๋า และสุดท้ายคิดว่า โอกาสเป็นของหาง่าย มีลอยในอากาศ ทั้งหมดนี้เพียงเพราะว่า หลับหูหลับตาเชื่อในสิ่งที่บูชาอยู่โดยไม่คิดจะลงมือทำอะไร คุณว่าจริงมั้ยคะ? กลับเข้าเรื่องของเรากัน อย่างที่ลีเกริ่นเอาไว้ว่าบทความนี้จะมาเปิดความลับ 7 ความมู ที่ลีเองแม้จะไม่ได้เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่เจ้าสัว แต่ก็มั่นใจว่าตัวเองมูสุดสายไม่แพ้ใคร เพราะมูจริงจัง มูจริงๆ บอกก่อนว่าลีก็เคยเป็นสายงมงายมาก่อนนะคะ […]

The post 7 ความเชื่อสายมู ที่เปลี่ยนฟรีแลนซ์ขาดความมั่นใจ ให้มีพลังทำงานหาเงินได้ 7 หลักต่อเดือน appeared first on OHMPIANG.

View Details

เอลเมอร์ วีลเลอร์ นักขายผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา ผู้บุกเบิกวิชาการโน้มน้าวใจลูกค้า และเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา และ หนังสือเสียงย่างเนื้อ เส้นทางการขายของเขาเริ่มต้นตอนที่เขาทำงานในสำนักงานหนังสือพิมพ์เล็กๆ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้เคล็ดวิชาอันยิ่งใหญ่ทางการขายนั่นคือ “อย่าขายชิ้นเนื้อ จงขายเสียงย่างเนื้อ” การขายเสียงย่างเนื้อของเขากลายเป็นหลักการขายที่อยู่เหนือกาลเวลา ที่สำคัญการขายสไตล์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่สามารถใช้ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความสุข และ Personal Branding ด้วย ตลอดชีวิตของเอลเมอร์ วีลเลอร์ เขาทดสอบสคริปต์ทางการขายกว่า 105,000 สคริปต์ เป็นสคริปต์ที่ใช้เปิดการขายและปิดการขายสินค้ากว่า 5,000 ชนิดในตลาดที่แตกต่างกัน ทุกอย่างที่เขาทำรวมไปถึง 5 เทคนิคลับนักขายนอกตำรา (The Five Wheeler Points) ก็เพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า “อะไรทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ” และต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ของเอลเมอร์ วีลเลอร์ที่ตอบคำถามข้อนี้ครับ ===== อะไรทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ? คุณเคยไหมที่ยืนอยู่ตรงหน้าลูกค้าแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ช่วยเสกคำพูดดีๆที่พูดไปแล้วลูกค้าจะอ่อนระทวยมือไม้อ่อนรีบเปิดกระเป๋าเงินและหยิบเงินให้แบบง่ายๆ จากนั้นคุณก็จะใช้คำพูดนั้นกับลูกค้าคนถัดไปและถัดไปชนิดที่พุทธคุณของคำนั้นไม่เสื่อมสลาย อะไรทำให้คนเปิดใจเป็นเพื่อนกับคุณ? คุณเคยไหมเวลาที่ต้องการเป็นเพื่อนกับใครสักคน หรืออยู่ต่อหน้าใครสักคนที่คุณอยาก Connect ด้วยและอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ช่วยเสกคำพูดโดนๆที่พูดไปแล้วคนๆนั้นจะเปิดใจแต่งตั้งให้คุณเป็นคนสนิท ขออะไรก็รีบทำให้แบบไม่มีเงื่อนไข จากนั้นคุณก็จะใช้คำพูดนั้นกับเพื่อนคนถัดไปและถัดไปชนิดที่พุทธคุณของคำนั้นไม่เสื่อมสลาย แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ? […]

The post [บทความแปล] อะไรทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดย เอลเมอร์ วีลเลอร์ (Elmer Wheeler) appeared first on OHMPIANG.

View Details

หนึ่งในคำถามที่ลูกศิษย์และลูกค้าถามผมบ่อยมากคือ “อ.เจษ รูปสินค้าไม่ค่อยสำคัญเหรอ เห็นอ.เจษไม่ค่อยให้ความสำคัญ” ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังสือ Scientific Advertising ที่ ‘บิดาแห่งการโฆษณาสมัยใหม่’ อย่าง Claude Hopkins เขียนขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว หนังสือเล่มนี้บวกกับอีก 2 เล่มที่อยู่บนโต๊ะของนักการตลาดและนักเขียนโฆษณา (Copywriter) ระดับตำนานทุกคน Adams : The Story of Successful Business Man และ Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา ของ Elmer Wheeler ช่วยให้ผมเริ่มต้นบนเส้นทางการตลาดได้อย่างราบรื่น ทั้งๆที่ตอนนั้น (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) ผมไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยเรื่องการขายและการตลาด Claude Hopkins บอกในหนังสือไว้อย่างชัดเจนว่า “รูปสินค้า ที่คุณใช้ในแอดโฆษณาต้องเป็นยอดนักขายที่สามารถออกไปสร้างยอดขายได้ ไม่ใช่นักแสดงที่ออกไปหวังแค่เสียงปรบมือและรอยยิ้ม ถ้าไม่มีรูปสินค้าที่ขายของได้ ก็อย่าพยายามใช้รูปจะดีกว่า” ตอบคำถามที่มีคนถามมาข้างบน “รูปสินค้าสำคัญครับ สำคัญมากด้วย แต่ที่ผมไม่ค่อยใช้รูป หรือไม่ได้พึ่งพารูปมาก […]

The post [Special Report] ยอดขายเพิ่มขึ้น 6,160% และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผมเจอคน รับถ่ายรูปสินค้า ที่ใช่ตามตำราโบราณของ Claude Hopkins appeared first on OHMPIANG.

View Details

สารภาพมาเถอะว่าแว๊บแรกที่คุณอ่านโพสนี้ เมื่อคิดถึงการทำเงินล้าน คุณน่าจะคิดถึงอาชีพขายออนไลน์เป็นอันดับแรก ก็แน่ล่ะ ในยุคนี้หรือย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีงานไหนมาแรงเท่าการขายของออนไลน์อีกแล้ว ใครอยากรวย ใครอยากตั้งตัว ลืมตาอ้าปากค้าง ก็ต้องลงสนามขายออนไลน์ทั้งนั้นแหล่ะ แต่ไม่ใช่สำหรับลี ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี เพียงแต่ลีเป็นหนึ่งในคนที่ หมดเนื้อหมดตัวเพราะขายออนไลน์ เรียกว่ายิ่งขายยิ่งเป็นหนี้ก็ได้ ไม่ผิดนักหรอก วงการนี้รู้กันดีว่าต้องทุนหนา สายป่านเหนียวถึงอยู่รอด และแน่นอนลีไม่ใช่คนนั้น เลยต้องล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว แม้จะชอบขายแค่ไหนก็ตาม เล่ามาซะยาว ขอย่อให้สั้นเข้า ลีแค่จะบอกว่าแม้ยุคนี้และยุคหน้า ออนไลน์จะครองโลกอยู่ก็ตาม แต่ไม่ได้มีแค่การขายออนไลน์เท่านั้นที่ทำเงิน! จริง! เพราะในนั้น มีงานซ่อนอยู่อีกเป็นร้อยที่รอให้คนเห็นโอกาสคว้าไปทำเป็นอาชีพ และลีเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ลีเริ่มต้นเห็นและผันตัวเองจากคนถังแตกที่รายได้ติดลบขี้แตก จนมาเป็นฟรีแลนซ์เงินล้านได้ภายใน 1 ปี แบบไม่มีต้นทุนอะไรเลย ด้วย 7 ขั้นตอนนี้ค่ะ… 1. #ตัดเนื้อร้าย ฟังไม่ผิด! เพราะเนื้อร้ายชิ้นเดียว อาจทำชีวิตคุณบิดเบี้ยวเสียศูนย์ได้ แล้วถ้าเผลอมีหลายชิ้นก็บรรลัยสิคะ สิ่งที่คุณต้องทำในตอนเริ่มต้น ด่วนที่สุดคือการตัดเนื้อร้ายเหล่านั้นทิ้งไป ไม่ว่าจะเป็นงานที่ไม่สร้างรายได้ เช่น ขายของแต่ไม่เห็นกำไร งานที่เหนื่อยแทบตาย แต่รายได้นิดเดียว หนี้สิน อันไหนเคลียร์ได้ต้องรีบเคลียร์ ปิด […]

The post 7 ขั้นตอนจาก คนถังแตก สู่ ฟรีแลนซ์เงินล้าน appeared first on OHMPIANG.

View Details

เคยถามตัวเองไหมครับว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คนใกล้ตัว คนไกลตัว รวมถึงตัวของท่านเองถึงมีปฏิกริยาแปลกๆเกี่ยวกับคำว่า “ขาย” ประมาณว่าได้ยินใครพูดถึงคำว่าขายเมื่อไหร่ มันจะมีปฏิกริยาจั๊กกะจี้บางอย่างเกิดขึ้นราวกับว่าเป็นคำต้องห้ามหรือของแสลง หรือพอได้ยินว่าใครทำอาชีพเกี่ยวกับการขายจะอารมณ์แบบ มรึงคิดดีแล้วหรอที่จะไปตามตื๊อ ตามง้อ ชาวบ้านให้มาซื้อของ หรือทุกครั้งที่ต้องโปรโมทหรือเขียนโพสท์จะพยายามหลีกเลี่ยงคำว่า “ขาย” ให้มากที่สุด อ้อมโลกกรูก็ยอม และที่มันน่ากลัวมากๆคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำว่าขาย มันเหมือนราวกับว่า ลูกค้า จะพยายามหนีทันที มันน่าแปลกที่คำว่า “ขาย” กลายเป็นหนึ่งในคำต้องห้ามในสังคมรวมไปถึงโลกออนไลน์และใน Social ถึงขนาดที่ว่าเคยมีเจ้าของธุรกิจท่านหนึ่งส่งข้อความมาเล่าให้ฟังและถามผมว่า “ทุกครั้งที่ผมพยายามขายอะไรหรือมีคำว่าขายในบทความหรือโพสท์ ผมรู้สึกได้เลยว่าคนอ่านกำลังอึดอัด อ.เจษ ทำยังไงถึงสามารถขายได้แบบไม่รู้สึกอะไร? ผมสังเกตด้วยว่าอ.เจษขายแบบ Hardsell ด้วยซ้ำ” ถ้าจะให้ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ ผมไม่รู้สึกว่ากำลังขายของอยู่ครับ แต่ถ้าจะให้หาเหตุผลมาทำให้ตัวเองและบทความนี้ดูดีขึ้นผมมี 2 เหตุผลด้วยกันที่ทำให้ผมขายของได้แบบไม่รู้สึกอะไร เหตุผลแรก – ผมเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ท่านน่าจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า มนุษย์ไม่มีใครชอบ “ถูกขาย” มนุษย์ชอบเป็น “ผู้ซื้อ” มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ความรู้สึกว่ากำลัง “ถูกขาย” อยู่มันน่าอึดอัด ดูเหมือนกำลังโดนจำกัดอิสรภาพ ดูเหมือนอำนาจไม่ได้อยู่ในมือ ซึ่งต่างกับความรู้สึกที่ตัวเองเป็นผู้ซื้อที่มันมีแต่อิสรภาพและทุกอย่างสามารถควบคุมได้ ผมเข้าใจตรงนี้และถึงแม้ผมจะขายของแบบ Hardsell […]

The post ทำไมลูกค้าถึงกลัวคำว่า “ขาย” appeared first on OHMPIANG.

View Details

ปกติผมเป็นคนที่ตื่นค่อนข้างเช้าอยู่แล้ว (ประมาณ​ 6 โมงก็ตื่นแล้ว) และก็รู้สึกชื่นชมเรื่องราวของคนสำเร็จที่บอกว่าพวกเขาตื่นกันตั้งแต่ตี 4 จนบ่อยครั้งก็แอบถามตัวเองว่า “หรือเงื่อนไขของความสำเร็จคือต้องตื่นตี 4 ฟะ” คนสำเร็จระดับโลกอย่าง โอปราห์ หรือแจ็ค ดอร์ซีย์ (CEO ของ Twitter) และทิม คุ๊ก (CEO ของ Apple) ล้วนตื่นประมาณตี 4 กันหมด คือไม่ใช่อะไร ถ้ามันเป็นเงื่อนไขจริงก็จะลองสักตั้ง อีกอย่างตั้งแต่มีลูกคนแรกก็แอบรู้สึกว่าเวลาในการทำอะไรมันน้อยลงไปเยอะ เพราะทำงานอยู่บ้านและช่วยภรรยาเลี้ยงลูก (ที่น้อยลงไม่ใช่ว่าลูกกวนนะครับ น่าจะกลับกันเราไปกวนลูกมากกว่า เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งเข้าไปเล่นด้วย) ก็เลยตั้งใจเอาไว้ลึกๆว่า ถ้ามีโอกาสจะลองตื่นตี 4 ดู และโอกาสนั้นก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด เมื่อมีคนชวนไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน 7 วัน ตลอดเวลาที่อยู่กรรมฐานต้องตื่นตี 4 ขึ้นมาทำวัตรเช้า จบกรรมฐานเลยเนียนตื่นตี 4 นับแต่นั้นมา ตอนนี้ก็ทำมาได้ 5 เดือนแล้ว ส่วนเรื่องตื่นตี 3.50 ตามท่านชัชชาติ เกิดขึ้นหลังกลับจากกรรมฐานประมาณ 1 เดือนและได้อ่านบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของท่านชัชชาติที่บอกว่า […]

The post สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการตื่นตี 3.50 น. ทุกวัน appeared first on OHMPIANG.

View Details

หนังสือความสำเร็จและการพัฒนาตัวเองทุกเล่มรวมไปถึงหนังสือระดับตำนานอย่าง The Science of Getting Rich, The Power of Your Subconscious Mind (พลังจิตใต้สำนึก) และ As a Man Thinketh พูดเหมือนกันหมด คุณคือผู้เขียนบทให้ Story ชีวิตของตัวเอง คำถามคือ คุณเคยกลับมานั่งรีวิวบทที่เขียนให้ตัวเองบ้างไหม? Story ที่คุณบอกตัวเองทุกวันและมีอิทธิพลอย่างมากในการใช้ชีวิตที่อยู่ข้างในใจของคุณ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของคุณตอนนี้คือ ผลรวมของประสบการณ์ ความเชื่อ ข้อมูล และคำสอนที่คุณได้รับมาตั้งแต่เกิด แต่ประเด็นคือ มันไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเป็นความจริง มันอาจเป็นเรื่องโกหกก็ได้ที่บอกว่าคุณไม่เก่งเรื่องการลงทุน หรือตีกอล์ฟ หรือการขาย บางทีเรื่องโกหกเหล่านั้นอาจแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของคุณตอนคุณเผลอโดยใครก็ไม่รู้และโดยที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ปัญหาคือ คุณเชื่อเรื่องนั้นเป็นตุเป็นตะและคิดว่ามันเป็นความจริง ซึ่งตามกฎแล้ว ในเมื่อคุณเชื่อเช่นนั้น มันก็เลยกลายเป็นความจริง ยิ่งนานวันเข้ายิ่งมีหลักฐานและข้อพิสูจน์มากมายว่า สิ่งที่คุณเชื่อเป็นความจริง ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆที่บางทีอาจไม่มีอะไรเลยกลับยิ่งตอกย้ำความเชื่อของคุณ วันนี้ลงทุนแล้วขาดทุน อ่าห์… สิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดเป็นจริงสินะ วันนี้ถูกลูกค้าปฏิเสธอีกแล้ว อืม… ที่แม่ฉันเคยพูดว่าฉันขายของกากคงเป็นจริงเช่นนั้น วันนี้ตีกอล์ฟไม่เป็นสัปปะรดเลย เฮ่อ… ที่เขาว่ากันว่าตีกอล์ฟต้องมีพรสวรรค์คงจะจริงสินะ สารพัดจะปัจจัยที่ทำให้ความสงสัยก่อตัว […]

The post พลิกชีวิตด้วยการเปลี่ยน Story ที่บอกตัวเองทุกวัน appeared first on OHMPIANG.

View Details

บทความนี้ผมแปลมาจาก Brandmind ที่เขียนถึง Bob Proctor หลังจากที่ Bob จากโลกนี้ไปไม่กี่วัน Bob Proctor เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นนักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญระดับตำนานของการพัฒนาตนเองเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นปี ตอนอายุ 88 ปี เขาเป็นโค้ช เป็น Mentor เป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จมากๆ และเป็นนักเขียนหนังสือขายดีระดับโลกหลายเล่ม ตอนที่ Bob เป็นวัยรุ่น เขาแทบไม่มีความมั่นใจในตัวเองแถมยังมีความทะเยอทะยานที่น้อยมากๆ หนทางสู่ความสำเร็จของเขาดูช่างคลุมเครือ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเชิญให้ไปที่บ้านของ Lloyd Conant เจ้าของผู้ก่อตั้ง nightingale-conant สถาบันพัฒนาตัวเองอันดับหนึ่ง ที่นั่นเขาได้รับหนังสือหน้าปกสีเขียวเล่มเล็กๆ บนหน้าปกเขียนว่า “The Science of Getting Rich” และมันเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เขาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก นำสิ่งที่อยู่ในหนังสือไปใช้ และพบว่าเงินในบัญชีของเขาเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น รู้ตัวอีกทีเขาก็ประสบความสำเร็จระดับโลกเรียบร้อย ทั้งที่เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังเป็นนักดับเพลิงรายได้น้อยอยู่เลย เป็นเวลาเกือบ 50 ปีที่ Bob Proctor ออกมาพูด ขยายความ และสอน […]

The post บทเรียนชีวิต 6 ข้อจากตำนานผู้ล่วงลับ appeared first on OHMPIANG.

View Details

เมื่อตอนต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมโชคดีได้ Visa จากครอบครัวให้ไปนั่งกรรมฐานใช้เวลากับตัวเองที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นเวลาถึง 7 วัน ที่บอกว่าโชคดีเพราะที่บ้านผมไม่มีใครช่วยเลี้ยงลูก ผมทำงานอยู่ที่บ้านตั้งแต่ลูกเกิดเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูก ดังนั้นตั้งแต่ลูกชายเกิดมาผมแทบไม่เคยไปไหนไกลเลย มากสุดคือกลับบ้านดึก (4 ทุ่ม) ประมาณ 2 ครั้ง ตอนที่กลับจากวัดหลังจากไปพบพระอาจารย์ครั้งแรกเพื่อขอภรรยาไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เขารีบอนุโมทนาบุญทันที อย่างที่บอก ผมโชคดีที่ทุกอย่างราบรื่นเป็นใจ วันแรกของการเข้ากรรมฐาน ผมเข้าไปกราบขออนุญาตพระอาจารย์เข้ากรรมฐานเป็นเวลา 7 วันตามพิธี หลังกราบเสร็จพระอาจารย์บอกให้ไปจุดธูปบอกครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลอาณาบริเวณนั้น ท่านกำชับให้อธิษฐานว่า “เข้ากรรมฐานครั้งนี้เพื่อตัวเองจะได้มีความสุข” ตอนนั้นผมก็เอะใจเล็กน้อยว่าทำไมท่านถึงให้อธิษฐานเช่นนั้น แต่ก็ทำตามโดยดีเพราะยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาความสุขมันเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ ที่หายากไม่ใช่มันไปไหนหรอก เราแค่มองไม่ค่อยเห็นมัน ไม่ก็หลงลืมไป ช่วงเวลาที่ปฏิบัติกรรมฐาน 7 วันผมใช้เวลาคุยกับตัวเองเยอะ ได้ทบทวนว่าจริงๆแล้วเราทำทุกอย่างที่ผ่านมาเพื่ออะไร ได้นั่งคุยรีวิวชีวิตของตัวเองว่าที่ผ่านมาทำอะไรแล้วมีความสุข ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานที่ทำอยู่เราเริ่มเพราะอะไร และวันหนึ่งผมก็ได้คำตอบ มันไม่เชิงคำตอบ มันคือสิ่งที่ผมเคยอินกับมันแต่หลงลืมไปด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมเริ่มต้นเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ เริ่มออกมาพูดเรื่องการตลาดและการเขียน Copywriting เพราะต้องการให้เจ้าของธุรกิจ “มีความสุข” กับผลลัพธ์ที่ได้รับ พูดง่ายๆผมเริ่มต้นด้วยความสุข ชอบเห็นเจ้าของธุรกิจมีความสุข แต่พอนานวันเข้าผมเริ่มหลงลืมและความสุขตรงนี้ก็ค่อยๆหายไป ไม่แปลกใจทำไมพระอาจารย์ถึงให้อธิษฐานขอความสุข เพราะถ้าเรายังไม่มีความสุขเลยจะเอาความสุขที่ไหนไปแบ่งปันคนอื่น เดล คาร์เนกี้ […]

The post มารทางความคิดทั้ง 8 ที่ขโมยความสุขไปจากท่าน appeared first on OHMPIANG.

View Details

บทเรียนชีวิตทั้ง 10 นี้มาจาก Twitter ของ Joe Speiser (@jspeiser) เห็นมีคนแชร์มาหลายคนแต่ผมอ่านจากที่น้องเมล่อน สาวน้อยนักแปลงานสัมมนาตัว Top ของวงการแชร์ เจ้าของโพสท์ (Joe Speiser) Tweet ว่า ===== วันนี้ผมอายุ 43 ปีแล้ว ตอนที่ผมยังหนุ่มๆ ผมวิ่งไล่ตามหลายสิ่งหลายอย่างที่มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย พวกคุณสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของผมได้ โดยเฉพาะถ้าคุณอายุอยู่ในช่วง 20 ยิ่งควรต้องอ่านเลย 1. อย่าไปเก็บทรัพย์สมบัติเยอะ มันเป็นทุกข์ หลายปีก่อน Elon Musk อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกตัดสินใจขายทรัพย์สมบัติที่เขามีจำนวนมาก เขาอธิบายว่าทรัพย์สมบัติและของสะสมเหล่านี้กำลังถ่วงเขาอยู่ การเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างมีป้ายราคาของมัน ทางการเงิน การครอบครองบางอย่างทำให้เราต้องเสียบางอย่างไปและอาจก่อให้เกิดหนี้ ทางอารมณ์ สิ่งของที่เราครอบครองก่อให้เกิดการยึดติด ดังนั้นอย่าไปเก็บหรือครอบครองทรัพย์สมบัติเลย มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณ 2. ใช้เงินซื้อประสบการณ์ ประสบการณ์ช่วยให้ชีวิตมีสีสันด้วยการสร้างความทรงจำอันล้ำค่า วันนี้คุณอาจจำไม่ได้แล้วก็ได้ว่าคุณใช้โทรศัพท์อะไรเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่คุณจะจำทริปท่องเที่ยวที่คุณไปกับคนที่คุณรักได้ ประเด็นคือใช้เงินกับประสบการณ์ที่น่าจดจำและมีคุณค่ากับคนที่คุณรัก 3. เตือนตัวเองบ่อยๆว่าสักวันคุณต้องตาย Steve […]

The post 10 บทเรียนชีวิตที่ควรรู้และเริ่มทำวันนี้เลย [บทความแปล] appeared first on OHMPIANG.

View Details

The Last Samurai เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่ผมดูซ้ำ ด้วยความที่ชอบหนังย้อนยุค และชอบทุกอย่างเกี่ยวกับซามูไรทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับหนังในดวงใจของผมแบบไม่มีข้อสงสัย ส่วนเหตุผลที่ดูซ้ำรอบนี้ ไม่มีอะไรมากครับ ยังอินกับ Top Gun Maverick ไม่หาย ถ้าท่านยังไม่ได้ไปดูในโรง ผมอยากจะบอกว่า Top Gun Maverick น่าจะเป็นหนังที่ดีที่สุดที่ผมได้ดูมาโรงหนังตั้งแต่จำความได้เลย ดูไปยิ้มไป ดูไปความทรงจำเก่าๆก็หวนกลับมาให้คิดถึง มันยอดมาก กลับมาที่ The Last Samurai เป็นอีกครั้งที่ผมได้อะไรใหม่ๆจากประโยคเดิมๆ ตอนที่นาธาน อัลเกรน (ทอม ครูซ) ซ้อมดาบกับซามูไรพ่อหมีแล้วแพ้ โนบุทาดะลูกชายของหัวหน้าคัตซึโมโตะก็วิ่งเข้ามาบอกเขาว่า “ขอโทษนะครับ… คิดมากเกินไป คิดถึงดาบ คิดถึงคนดู คิดถึงศัตรู คิดมากไป หยุดคิด” ผมถึงกับวิ่งไปหยิบ Post-It มาเขียนสิ่งที่โนบุทาดะพูดแปะไว้บนหน้าจอคอมที่ใช้ทำงานทันที เอาไว้เตือนตัวเองเวลาคิดมากเกินไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้เหมือนเป็นป้ายบอกทางบนถนนสู่ความสำเร็จที่ผมกำลังเดิน และถ้าถนนแห่งความสำเร็จมีอยู่จริง ผมมั่นใจว่ามันคงเป็นถนนที่มี Post-It แบบนี้เป็นป้ายบอกทางเต็มไปหมดแน่ๆ และสิ่งที่โนบุทาดะพูดจะต้องเป็นป้ายๆหนึ่งที่เด่นมากๆที่อยู่แถวต้นถนนอย่างแน่นอน บทความนี้ผมอยากจะแบ่งปันป้ายที่ผมเห็นและอินบนถนนสู่ความสำเร็จ ผมเองก็เหมือนกับท่านที่ยังคงเดินอยู่บนถนนเส้นนี้ และก็เดินผ่านป้ายมามากมายที่ทั้งทรงพลัง เตือนใจ เปิดกะโหลก […]

The post ป้ายบอกทางทั้ง 11 บนถนนสู่ความสำเร็จ appeared first on OHMPIANG.

View Details

ผมมีความจริงเกี่ยวกับการขายจะมาบอกท่าน ความจริงข้อนี้ท่านน่าจะเคยผ่านตามาไม่มากก็น้อย แต่ก็ไม่เสียหายอะไรที่ผมจะอ่านอีกรอบเพื่อย้ำว่ามันเป็นเรื่องจริง ความจริงนั้นคือ การขายไม่ใช่การโน้มน้าวให้ใครบางคนซื้อของบางอย่างที่เขาไม่ต้องการ แต่การขายคือทำให้ตัวเองเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดในใจของลูกค้า ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนแรกที่พูด แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ผมแน่นอน วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจหัวจิตหัวใจของลูกค้าคือ การเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ พูดง่ายๆคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตอนที่ผมเป็นที่ปรึกษาผู้บริหารให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผมจำได้แม่นเลยว่า ขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวเที่ยงกันอยู่แล้วพูดเรื่องของการขยายธุรกิจ ผมถามเขาว่าปกติใช้อะไรในการพิจารณาเลือกคนขายเพราะตอนนี้มีคนเสนอราคาเข้ามาเพียบ เขาตอบมาสั้นๆว่า “ผมเลือกเจ้าที่ผมรู้สึกว่า มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด ผมไม่ชอบใช้เงินแล้วรู้สึกว่าตัวเองโง่” มันเป็นการสรุปความของพฤติกรรมมนุษย์ที่สั้น กระชับ และได้ใจความที่สุดแล้ว ไม่มีใครอยากตัดสินใจผิด หรือรู้สึกว่าโดนหลอก ในความคิดของลูกค้า / กลุ่มเป้าหมาย / ผู้มุ่งหวัง มันมีความรู้สึกระแวงอยู่แล้ว มันเป็นสัญชาติญาณทางธรรมชาติ ให้คิดไว้เลยว่าลูกค้ามีคำถามในใจตลอดว่า นี่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า? นี่เป็นทางออกของปัญหาที่ถูกต้องจริงไหม? แล้วถ้ามันใช่ คนๆนี้หรือร้านๆนี้คือร้านที่ถูกต้องที่สุดหรือเปล่า? ซึ่งคำตอบของคำถามทั้งหมดที่ลูกค้า / กลุ่มเป้าหมาย / ผู้มุ่งหวัง มีในใจสามารถตอบได้ด้วยสิ่งที่ผมเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลกการขายทั้ง 7 ข้อนี้ หมายเหตุ : ที่บอกว่ามีครบ 7 ข้อเตรียมขอพรเทพเจ้ามังกรได้เลยนี่ ผมพูดจริงๆนะ ถึงจะไม่มีเทพมังกรออกมาเหมือนในการ์ตูนแต่มั่นใจว่ายอดขายของท่านจะพุ่งทะยานไม่มากก็น้อย Authority (ความเชี่ยวชาญ) ข้อแรก […]

View Details

สรุปหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind ตอนที่ 4 โดยคุณน้ำทิพย์ เพจ นักอ่าน มือสรุป จากเวอร์ชั่นปกแข็ง (2021) แปลโดยธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต คุณต้องรู้วิธีกำจัดต้นตอของความล้มเหลว ด้วยพลังจิตใต้สำนึกของคุณ! ความลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ว่าจริง ๆ แล้ว “ความล้มเหลวเกิดจากอะไร?” ชีวิตของคุณ ถูกดำเนินไปตามความรู้สึกนึกคิดของคุณ และภาพในจินตนาการ ที่มาพร้อมความรู้สึกของคุณ อำนาจของพลังจิตใต้สำนึก จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง แต่ความกลัวที่ครอบงำจิตใจของคุณ จะเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว #ความกลัวคือต้นตอของความล้มเหลว ความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ที่คุณไม่อยากจะเจอ แต่คุณกลับต้องเจอทุกครั้งที่คุณรู้สึกกลัวอะไรก็ตามในชีวิต สถานการณ์รอบตัวของคุณ จะเป็นไปตามนั้น เพราะพลังจิตใต้สำนึก พร้อมจะตอบสนองความรู้สึกของคุณอยู่เสมอ – ความกลัว ส่งผลต่อ จินตนาการภาพเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกลัว หากคุณไม่ทันระวัง คุณจะจินตนาการภาพ ถึงเหตุการณ์ที่คุณไม่อยากจะเจอ – ความกลัว ส่งผลต่อ ความรู้สึก ความรู้สึกที่ว่า “หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเรา เราจะต้องรู้สึก…..แน่ ๆ” […]

View Details

สรุปหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind ตอนที่ 3 โดยคุณน้ำทิพย์ เพจ นักอ่าน มือสรุป จากเวอร์ชั่นปกแข็ง (2021) แปลโดยธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ “ศัตรูขั้วตรงข้ามของการใช้พลังจิตใต้สำนึก” นี่เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจำเป็นต้องรู้! เพราะมีผลอย่างมากต่อชีวิตแห่งความสำเร็จของคุณ พลังจิตใต้สำนึกนั้นดีกับคุณ รักษาคุณ และมอบความมหัศจรรย์ให้กับคุณ หากคุณรู้วิธีที่จะใช้อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าหากคุณไม่รู้ และปล่อยจิตให้ล่องลอยไปตามความคิด โดยที่คุณไม่ทันระวัง สิ่งนั้นย่อมเกิดผลกับคุณเช่นกัน ทุกคนบนโลก “ใช้กฏของจักรวาลเดียวกัน” ไม่ว่าเขาผู้นั้น จะรู้จักพลังจิตใต้สำนึกนี้หรือไม่ ระลึกไว้ว่า สถานการณ์รอบตัวของชีวิตของคุณ มาจากจิตใต้สำนึกของคุณ และถ้าหากคุณอยากมีชีวิตที่ดี ขอให้คุณมีสติกับความคิดของตัวเองอยู่เสมอ # ศัตรูขั้วตรงข้ามของพลังจิตใต้สำนึก 1. การคิดลบ และคำพูดเชิงลบ คุณรู้มั้ย? จิตใต้สำนึกพร้อมที่จะตอบสนองคุณ ไม่ว่าคุณจะคิดบวก หรือคิดลบ จิตใต้สำนึกคือเมมโมรี่การ์ดที่จะบันทึกทุกสิ่งที่คุณคิด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ หากคุณคิดเชิงบวกอยู่เสมอ ชีวิตของคุณจะเป็นไปตามที่คุณปรารถนาตามความคิด และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพูดคำพูดเชิงลบออกมา หรือแม้แต่เสียงในใจเชิงลบของคุณ เสียงนั้นจะส่งไปถึงจิตใต้สำนึกให้ทำงานตามคำพูดของคุณ เช่นเดียวกับที่คุณส่งคำอธิษฐานเข้าไป 2. ความกลัวพลังจิตใต้สำนึกต้องใช้ความเชื่อ ความศรัทธา […]

View Details

สรุปหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind โดยคุณน้ำทิพย์ เพจ นักอ่าน มือสรุป จากเวอร์ชั่นปกแข็ง (2021) แปลโดยธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ จิตใต้สำนึก พลังที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ ไม่ว่าคุณจะปรารถนาสิ่งใดในชีวิต หากคุณรู้จักวิธีใช้จิตใต้สำนึกให้ได้ผล หลังจากนี้ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป หากคุณเรียนรู้และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ # ใช้คำอธิษฐาน และจินตนาการภาพที่เสมือนจริง • นึกในสิ่งที่คุณปรารถนา ผ่านคำพูด และภาพที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่คุณต้องการ จิตใต้สำนึกจะนำพาทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการไปถึงสิ่งนั้นมาให้คุณ นำพากระบวนการความคิด วิธีไปถึงเป้าหมายมาให้คุณโดยที่คุณไม่คาดคิด • คุณเชื่อสุดหัวใจว่าคุณจะได้มันมา เพราะถ้าหากคุณมีความสงสัยแม้เพียงนิดเดียว นั่นจะเป็นตัวขัดขวางการทำงานของจิตใต้สำนึก • ทุกครั้งที่คุณจินตนาการภาพขึ้นมา คุณเชื่อว่าภาพๆ นั้นเกิดขึ้นจริงๆ ในตอนนี้พร้อมใส่ความรู้สึกลงไปในภาพๆ นั้น ทำให้ภาพๆ นั้น เหมือนเหตุการณ์บนโลกแห่งความจริงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่จินตนาการ • วางใจให้สบาย ๆ อย่าได้กังวล ทำจิตใจให้เหมือนเด็กน้อยที่ใสซื่อ ที่เหมือนกับไม่ว่าผู้ใหญ่จะบอกอะไรก็เชื่อง่าย ๆ โดยไม่มีข้อสังสัย • หาเวลาผ่อนคลายและเงียบสงบ เพื่อที่จะนึกถึงภาพ […]

View Details

สรุปหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind โดยคุณน้ำทิพย์ เพจ นักอ่าน มือสรุป จากเวอร์ชั่นปกแข็ง (2021) แปลโดยธีระธรณ์ จิรธนัยโรจน์ หนังสือเล่มนี้ บอกความลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ชีวิตของคุณถูกกำหนดด้วยจิตของตัวคุณเอง คุณจะมีอิสรภาพได้เท่าที่คุณต้องการ หากคุณรู้วิธีใช้จิตใต้สำนึก คุณจะพบความสุข ความสงบ ความรัก ความกลมเกลียว ความมั่งคั่ง ผ่านการฝึกใช้พลังจากจิตใต้สำนึกของคุณ เพราะทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดมาจากเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดที่คุณหว่านลงไปในจิตใต้สำนึกของคุณ.. มาเข้าใจกันก่อน มนุษย์มีจิตอยู่ 2 ระดับ • จิตสำนึก คือสิ่งที่รับรู้ข้อมูลจากสิ่งภายนอก จากประสาทสัมผัส และประสบการณ์ โดยสามารถไตร่ตรอง รับรู้สิ่งที่ถูกหรือผิด สามารถสร้างภาพจากความปรารถนา หรือกระทั่งความกลัวให้เกิดขึ้นในจิต • จิตใต้สำนึก คือสิ่งที่จะตอบสนองต่อจิตสำนึกของคุณเป็นพลังแหล่งขุมทรัพย์ของคุณที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นพลังอันหนึ่งเดียวกับจักรวาล ที่สร้างปรากฏการณ์ทุกอย่างให้เกิดขึ้นจิตใต้สำนึกสร้างร่างกาย ดูแลระบบการทำงานของร่างกาย และสามารถรักษาร่างกายของคุณ ความสามารถที่ลึกลงไปของจิตใต้สำนึก คือสามารถรับรู้ทุกอย่างได้โดยไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัส เป็นความหยั่งรู้หรือปัญญาญาณหากคุณเปิดรับ คุณจะได้รับคำตอบของทุกคำตอบ # หลักการทำงานร่วมกันของจิต ภาพ […]

View Details

บทความนี้ผมจะมาพูดถึงส่วนที่ทรงพลังที่สุดส่วนหนึ่งใน Social Media ที่กำลังเป็นกระแสอยู่อย่าง Clubhouse นั่นคือ Bio และการเขียน Bio และถึงผมจะบอกว่ามันเป็นส่วนที่ทรงพลังที่สุด แต่เชื่อไหมครับว่า 90% ของผู้ใช้งานไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Bio ของ Clubhouse มากเท่าที่ควร (รวมไปถึง Bio ของ Instagram และ Twitter ด้วย) หรือยังใช้งานส่วนนี้ได้ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่มันทำได้ ตัวผมเองเข้าไปสิงอยู่ใน Clubhouse มาได้สักพัก และรู้สึกว่ามันเป็น Social Media ที่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเอาหน้าออกสื่อเอามากๆเลย ส่วนตัวผมคิดว่าสนุก ดี มีประโยชน์ เสียงชัด แต่ต้องเล่นแบบมีสติและมี Limit เอามากๆ อันนี้เป็นรีวิวที่ผมเขียนเอาไว้ในหน้า Facebook ส่วนตัวครับ >> รีวิว Clubhouse หลังผ่านวันแรก ใครยังไม่ได้ติดตามกันบน Clubhouse กดติดตามได้เลยนะครับ ลองพิมพ์หา Jesse Theerathorn หรือ @ohmpiang ก็ได้ […]

View Details

บทความแปลวันนี้มาจาก Addicted to Success จนถึงตอนนี้ Social Media อยู่บนโลกมาราวๆ 20 ปีแล้ว และที่ผ่านมามันก็สร้างทั้งประโยชน์มหาศาลและโทษมากมายให้มนุษย์โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิต สำหรับเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ที่ไม่ระวังตัว Social Media คือดาบสองคม เพราะจริงอยู่ที่เราสามารถแชร์เรื่องราวความสำเร็จของตัวเองลงไปให้คนรอบตัวรับรู้ได้ แต่บ่อยครั้งที่รู้ตัวอีกทีเราก็หมดเวลาไปกับการไล่ตามแสงสีเสียงสารพัดที่น้อยครั้งมีผลต่อความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าของเรา แต่ข้อเสียที่พูดมานั้นเทียบไม่ได้กับการเผลอเปรียบเทียบตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีศักยภาพ และสงสัยในความสามารถของตัวเอง พูดง่ายๆคือ จิตตกแบบไม่ได้ตั้งใจ คุณไม่ได้เป็นคนเดียว มันมีคนอีกมากที่รู้สึกเช่นนี้ แค่ไม่ค่อยมีใครออกมาพูด ที่สำคัญมันห้ามตัวเองให้เล่น Social Media ได้ยากมากๆ ไหนจะงาน ไหนจะบันเทิง ไหนจะเรื่องที่อยากรู้ คำถามคือ แล้วจะทำอย่างไรให้สามารถใช้งาน Social Media ได้โดยไม่ต้องเอาสุขภาพจิตมาเสี่ยง? คำตอบอยู่ที่คำว่า Mindset มันอาจฟังดูเรียบง่าย แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่ง่าย ต่อไปนี้คือวิธีที่จะสร้าง Mindset ที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับกระแสต่างๆที่โหมกระหน่ำเข้ามาผ่าน Social Media  1. อย่าเล่นตามเกมของ Social Media  เกมที่เจ้าของ Social Media เล่นนั้นง่ายมาก […]

View Details

ถ้าท่านเป็นคนทำ Content หรือกำลังวางแผนจะยึดเส้นทาง Content Creator ในอนาคตอันใกล้ บทความนี้เป็นบทความที่จะช่วยตั้งเข็มทิศให้อนาคตของท่านสดใสและเรียบง่ายขึ้น ถ้าท่านทำ Content มาเป็นเวลานานแล้ว หรือเป็น Content Creator ตัวแม่ (และตัวพ่อ) บทความสั้นๆนี้จะเป็นเหมือนอากาศสดชื่นๆที่ท่านสูดเข้าไปแล้วมีชีวิตชีวาเหมือนครั้งที่เพิ่งเริ่มหัดทำ Content ใหม่ๆ มันไม่ใช่แค่คนทำ Content หรอกครับที่ถ้าทำอะไรต่อเนื่องเป็นเวลานานๆแล้วความสดใส ความสดชื่น ความสดใหม่ และความสนุกจะลดลง หรือบ่อยครั้งที่หลงทางไปบ้างใกล้ไกลก็แล้วแต่บุญกรรมกับแสงสีที่ไปเจอ สำคัญที่จะกลับมาสนุกกับงานที่ทำได้เมื่อไหร่ สำหรับอาชีพอื่นผมไม่แน่ใจว่าจะใช้วิธีอะไร แต่ในสาย Content และ Copywriting แล้ว ผมพบว่าตัวเองกลับมาสนุกกับการทำงานได้เมื่อ กลับมาโฟกัสเรื่องพื้นฐาน อ่าน Content ที่อยู่ในตลาดในมุมมองของผู้เสพ ไม่ใช่ผู้ขาย วันนี้ผมจะมาคุยเรื่องกลับมาโฟกัสเรื่องพื้นฐาน และต่อไปนี้คือ คาถา 3 บทที่จะช่วยให้ Content Creator ทุกคนแคล้วคลาดจากความยากจนและความเบลอทุกประการ 3 คาถาพิชิตจนของคนทำ Content (Content Creator) ผมอยากจะบอกใจจะขาดว่า Copywriting ขายของดะไปเลยมันได้ผลตลอดเวลา แต่น่าเศร้าที่ผมไม่สามารถโกหกได้ […]

View Details

ถ้าท่านกำลังสงสัยว่า Content ที่ทำหรือแอดโฆษณาที่ใช้ มันก็ดูดี ดูมีพลัง ดูจริงใจ และน่าจะสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่านี้ แต่เหตุอันใดมันกลับเงียบกริบราวกับเป็นพ่อบ้านใจกล้าที่เพิ่งโดนจับได้ว่าแอบไปสั่ง PS5 แต่บอกที่บ้านว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศ ปัญหามันอาจจะเกิดจากการที่ท่านใช้วิชา Copywriting น้อยเกินไป และต่อไปนี้คือสิ่งที่ท่านสามารถทำได้ทันทีเพื่อแก้ไขสถานการณ์ 1. ปรับหัวข้อให้น่าสนใจมากขึ้น หัวข้อของท่านอาจจะไม่โดนใจและน่าเบื่อเกินไป มันอาจจะดูดีสำหรับท่านแต่สำหรับคนที่ท่านอยากให้อ่านพวกเขาอาจไม่คิดเช่นนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อหัวข้อน่าเบื่อคือ มันไม่กระตุ้นให้คนอยากอ่าน Content หรือแอดโฆษณาของท่านให้จบ 2. เพิ่มคุณค่าเข้าไป เช่นเดียวกับที่สินค้าหรือบริการของท่านจะสร้างประโยชน์ให้ลูกค้า Content และแอดโฆษณาของท่านก็ควรจะสร้างคุณค่าหรือประโยชน์ให้คนอ่านหรือคนดูเช่นกัน อย่าให้ลูกค้ารอได้ประโยชน์จากสินค้า ให้เขาได้ประโยชน์จากแอดโฆษณาหรือ Content ของท่านเลย 3. ดึงดูดความสนใจให้ถูกคน มันมีเส้นบางๆคั่นระหว่างความน่าเชื่อถือและการได้รับความสนใจ ท่านสามารถทำตัวน่ารำคาญ น่าสงสาร หรือน่าหมั่นไส้เพื่อเรียกร้องความสนใจได้ แต่ความสนใจที่ได้รับอาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องการเสมอไป ท่านไม่ได้ต้องการคุยกับทุกคน ท่านต้องการคุยกับคนที่ถูกต้อง 4. ใส่ความน่าเชื่อถือ บางทีเรื่องนี้อาจจะท้าทายสำหรับธุรกิจใหม่หรือสินค้าที่เพิ่งเริ่ม แต่ท่านสามารถแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการเล่าผลลัพธ์ของสินค้าหรือบริการที่เกิดกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว สิ่งที่ต้องระวังคือ ระวังไม่ให้โม้มากจนเกินไปเพราะมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี 5. เปลี่ยน Call To Action ใหม่ ในทางจิตวิทยาแล้ว มันยากมากเลยนะครับที่จะได้เจอคนที่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง การมี […]

View Details

จากการเฝ้าสังเกตบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ดร.เฮนรี่ คลาวด์ นักจิตวิทยา และผู้เขียนหนังสือ Never Go Back : 10 Things You’ll Never Do Again ค้นพบว่ามนุษย์ทุกคนสามารถเข้าสู่สภาวะ “Awakening” หรือ “ตื่นรู้” ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เขาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรือทำธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิม หรือพูดง่ายๆคือ พวกเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว ดร.คลาวด์ บอกว่า “หลายปีก่อน ผมตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาด การตัดสินใจนั้นนำไปสู่บทสนทนาที่น่าสนใจกับเมนทอร์ของผม เขาบอกผมว่า ‘เรื่องดีของมันคือ เมื่อได้รับบทเรียนยากๆแล้ว คุณจะไม่มีวันทำพลาดซ้ำอีก’” และต่อไปนี้คือ10 สิ่งที่คนสำเร็จไม่มีวันกลับมาพลาดซ้ำ 1. กลับไปทำในสิ่งที่มันไม่ได้ผล คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่กลับไปทำสิ่งเดิมที่มันไม่ได้ผล โดยคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นงาน การใช้ชีวิต หรือความสัมพันธ์ 2. ทำในสิ่งที่ขัดกับตัวตนหรือจุดยืนของตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร เราต้องถามตัวเองว่า ทำไมต้องทำ? มันเหมาะกับเราจริงไหม? มันคุ้มที่จะแลกไหม? เห็นตัวเองทำในสิ่งที่ตัดสินใจได้แบบยั่งยืนไหม?  ถ้าคำตอบคือ ไม่ แม้แต่ครั้งเดียวสำหรับคำถามเหล่านี้ คุณควรจะมีเหตุผลที่ดีมากๆสนับสนุนการตัดสินใจนั้น […]